ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮ่องกงวิกฤต! คนตกงานพุ่ง 60% ใน 2 ปี — แรงงานจีนแผ่นดินใหญ่ทะลักแย่งงาน องค์กรสิทธิแรงงานเตือน “โครงสร้างพังทั้งระบบ”

    สื่อฮ่องกง Pulse HK News รายงานเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026 อ้างข้อมูลจากองค์กรเฝ้าระวังสิทธิแรงงานฮ่องกง (Hong Kong Labour Rights Monitor) เปิดเผยตัวเลขช็อก จำนวนคนว่างงานในฮ่องกงพุ่งขึ้นเกือบ 60% ในเวลาเพียง 2 ปี พร้อมเตือนว่าตลาดแรงงานของเมืองกำลังเข้าสู่ภาวะ “โครงสร้างพังทลาย” จากนโยบายเปิดประตูรับแรงงานต่างด้าวอย่างต่อเนื่อง

    ตัวการใหญ่: นโยบายเปิดประตูรับแรงงานนอก

    รายงานระบุชัดว่าสาเหตุหลักมาจากนโยบายของรัฐบาลฮ่องกงเอง โดยเฉพาะ “แผนยกระดับการนำเข้าแรงงานเสริม” (Enhanced Supplementary Labour Scheme) ที่ทำให้ ณ สิ้นปี 2025 มีแรงงานต่างด้าวในฮ่องกงพุ่งขึ้นเกือบ 120,000 คน กระจุกตัวอย่างหนักในภาคบริการและโรงแรม ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่คนท้องถิ่นเคยพึ่งพาเป็นอาชีพหลัก

    ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดคือ ในภาคที่พักและร้านอาหาร ปัจจุบันแรงงานทุก 6 คนจะมี 1 คนเป็นแรงงานต่างด้าว ขณะที่คนงานท้องถิ่นในภาคนี้หายไปถึง 47,000 คน หรือคิดเป็น 18.3% และอัตราการขึ้นเงินเดือนก็ถูกกดให้ชะลอจาก 5.4% เหลือเพียง 3.3%

    สหภาพแรงงานแตกกระจาย — เสียงคนทำงานเงียบลง

    รายงานยังเตือนว่าขนาดของสหภาพแรงงานฮ่องกงเข้าสู่ภาวะ “แตกกระจาย” คือมีสหภาพจำนวนมากขึ้นแต่แต่ละแห่งมีสมาชิกน้อยลง ส่งผลให้อำนาจต่อรองของแรงงานลดลงอย่างรุนแรง คนทำงานสูญเสียเสียงในการเรียกร้องค่าแรงและสวัสดิการในยุคที่นายจ้างมีทางเลือกเพิ่มขึ้นจากแรงงานนำเข้า

    ตัวเลขรัฐบาลสวนทาง — แต่ซ่อนปัญหาไว้

    ขณะที่ภาคประชาสังคมส่งสัญญาณวิกฤต ข้อมูลจากกรมสถิติฮ่องกง (Census and Statistics Department) ที่เผยแพร่เดือนเมษายน 2026 กลับแสดงภาพที่ดูสวยงามกว่า โดยอัตราการว่างงานในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2026 ลดลงเหลือ 3.7% จาก 3.8% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 

    แต่หากดูในรายละเอียด จำนวนคนว่างงานจริงกลับเพิ่มขึ้น 1,900 คน เป็น 136,600 คน ขณะที่การจ้างงานรวมลดลงถึง 7,300 คน เหลือ 3.66 ล้านคน อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนอายุ 20-29 ปี ยังคงสูงที่ 6.9%  สะท้อนว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่ดูดีขึ้นเป็นเพราะคนถอนตัวออกจากตลาดแรงงาน ไม่ใช่เพราะหางานได้

    ระเบิดเวลา: คนจีนแผ่นดินใหญ่ทะลักเข้าฮ่องกง

    ผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่แชร์รายงานนี้ตั้งคำถามอย่างเผ็ดร้อนว่า “ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีคนจีนแผ่นดินใหญ่ 3 ล้านคนเข้ามาฮ่องกงเพื่อแย่งงาน แย่งบ้านพักรัฐ และแย่งสวัสดิการการแพทย์” สะท้อนความวิตกที่ขยายตัวในสังคมฮ่องกง

    แม้ตัวเลข 3 ล้านคนจะเป็นการคาดการณ์ของผู้แชร์ ไม่ใช่ตัวเลขทางการ แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา รัฐบาลฮ่องกงเปิดโครงการวีซ่าผู้มีความสามารถระดับสูง (Top Talent Pass Scheme) ซึ่งดึงดูดผู้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาในฮ่องกงแล้วหลายหมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเงินเดือนสูงที่เข้ามาแย่งตำแหน่งงานในภาคการเงิน เทคโนโลยี และวิชาชีพ

    ขณะเดียวกัน ในระดับล่างของพีระมิดแรงงาน คนฮ่องกงต้องแข่งขันกับแรงงานนำเข้าจากจีนแผ่นดินใหญ่และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยอมรับค่าแรงต่ำกว่า ทำให้ทั้งสองปลายของตลาดแรงงานถูกบีบจากนโยบายของรัฐบาลฮ่องกงเอง

    บทสรุป: ฮ่องกงของใคร?

    วิกฤตที่กำลังคลี่คลายในฮ่องกงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างว่าเมืองนี้กำลังถูกออกแบบให้เป็นของใคร เมื่อคนท้องถิ่นถูกแทนที่ในตลาดแรงงานฐานราก สหภาพแรงงานอ่อนแอลง และผู้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกถูกผลักออกจากเมืองของตัวเองจึงกลายเป็นกระแสที่ระเบิดออกมาในโซเชียลมีเดีย

    ที่มา: Pulse HK News (29 เม.ย. 2026), Hong Kong Labour Rights Monitor, กรมสถิติฮ่องกง

    https://www.facebook.com/share/1BJfGDwFMC/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เรียบร้อยหลังจากเรียกร้อง มาหลายวันในกรณีทีมีคนจีนและคนกัมพูชา
    ได้มีการเรียกร้องไปยัง รัฐบาลถึงแอปธนาคาร Huione และ H Pay ที่เข้าไมได้และเงินไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ โดยมี ทั้งนักธุระกิจ แม่ค้า และนักศึกษา ทั้งนี้ทางด้าน โฆษกเทศบาลกรุงพนมเปญ ได้สืบ จนเจอ ต้นตอของปัญหาแล้วว่า
    .
    มีผู้สมคบคิด ก่อสร้างปัญหาโดยตั้งกลุ่มเทเลแกรมปลุกระดมคนให้ต่อต้านรัฐบาลและทำลายความมั่นคงของประเทศชายได้แก่
    1.นาย สุออนโสวันไทย ชาวกัมพูชา
    2.นายวัต มะการา ชาว กัมพูชา

    เป็นเจ้าของกลุ่ม ทั้งนี้ทางด้านรัฐบาลยังไม่ได้มีการออกมาชี้แจงแต่อย่างใด จนตอนนี้
    FB_IMG_1777802214064.jpg
    สื่บเนื่องจากคลิปนี้ สำหรับใครยังไม่ได้ดู
    https://www.facebook.com/share/r/1DwuLaJzQY/

    อ้างอิงจาก โฆษกเทศบาลกรุงพนมเปญ จากนักข่าวในพื้นที่ในกลุ่ม ส่งมา
    ในคอมเม้นแปล และฉบับจริง

    #beemnews

    https://www.facebook.com/share/17okvWT3DS/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นายกฯ เยอรมนีฟ้องประชาชนกว่า 300 คดี ฐานด่าทอผ่านโลกออนไลน์
    ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังมีการเปิดเผยว่าเขาใช้กฎหมายปี 2021 ที่ระบุว่าการ "ดูหมิ่น" นักการเมืองเป็นความผิดทางอาญา ในการตามฟ้องร้องประชาชนมาตั้งแต่ช่วงก่อนรับตำแหน่ง โดยมีเอเจนซี่เอกชนคอยสแกนอินเทอร์เน็ตหาคำด่า และได้รับส่วนแบ่งค่าปรับครึ่งหนึ่ง
    มีเคสผู้หญิงพิการคนหนึ่งถูกยึดโทรศัพท์ ซึ่งเป็นช่องทางเดียวในการติดต่อแพทย์ หลังจากโพสต์คำว่า “นาซีตัวเล็ก” ขณะที่ชายอีกคนถูกบุกค้นบ้านจากคำว่า “ขี้เมาสกปรก” ซึ่งต่อมาศาลตัดสินว่าการค้นนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
    สำนักงานของเขาใช้เวลาหลายเดือนในการปกปิดรายละเอียดจากนักข่าว ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูล
    อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ Robert Habeck ก็ได้ยื่นฟ้องในลักษณะเดียวกันถึง 800 คดีภายใต้กฎหมายเดียวกัน
    ข่าวนี้กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ผู้คนตั้งคำถามว่า ประเทศที่เรียกตนเองว่า "เสรี" เหตุใดรัฐบาลจึงไล่ฟ้องร้องประชาชนเพียงเพราะเรื่อง "ความรู้สึกที่ถูกกระทบกระเทือน"

    Source: UA News, Harici

    https://www.facebook.com/share/p/1AsU7P1pxE/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Big 4 ปลดคน 3 ข่าวใน 2 อาทิตย์ — สัญญาณอะไรถึงนักบัญชีไทย
    PERSPECTIVE — Profession Future
    ———
    ระหว่าง 15-29 เมษายนที่ผ่านมา มี 3 ข่าวจากบริษัทสอบบัญชี Big 4 ในสหรัฐฯ
    ที่ปรึกษา 400 คนถูกปลด — 4% ของทีมในประเทศ
    หุ้นส่วนผู้สอบบัญชีถูกลด 10% — ราว 100 คน
    วันลาคลอดถูกตัดครึ่ง เงินช่วยทำเด็กหลอดแก้ว $50,000 ถูกยกเลิก เริ่มมกราคม 2027
    ที่มา — Wall Street Journal และ Business Insider
    3 ข่าวที่ต่างกัน แต่สะท้อน 3 แรงที่กำลังเดินพร้อมกัน — และจะกำหนดงานของนักบัญชีทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้บริหารสำนักงาน
    ———
    หนึ่ง — งานกำกับดูแลในสหรัฐฯ ลด ในไทยกำลังจะเพิ่ม
    ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ที่ผ่อนคลายกฎระเบียบ ลูกค้าธนาคารและสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ต้องการบริการด้านการกำกับดูแลน้อยลง บริษัท Big 4 ที่ปลดทีมที่ปรึกษา ระบุว่าทีมที่ได้รับผลกระทบหลักคือทีมที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงและการกำกับดูแล
    ในไทยกำลังจะตรงข้ามอย่างชัดเจน
    มีกฎใหม่ที่จะมาภายใน 24 เดือน
    TFRS 18 บังคับใช้ปี 2571
    IFRS S1/S2 การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน
    PDPA เพิ่มบทลงโทษ
    e-Tax Invoice Phase 2
    เอกสาร Transfer Pricing เข้มขึ้น
    งานกำกับดูแลในไทยน่าจะเพิ่ม ไม่ลด — ซึ่งหมายความว่านักบัญชีไทยที่เข้าใจกฎใหม่ได้ลึก จะมีความต้องการสูงขึ้น
    ———
    สอง — โครงสร้างทีมเปลี่ยน เพราะ AI เปลี่ยนผลผลิตของแต่ละคน
    บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกหลายแห่ง เริ่มใส่การใช้ AI เข้าในการประเมินผลงานพนักงาน บางรายมีอัตราใช้ AI ถึง 90% บางรายเปิดหน้าจอข้อมูลให้พนักงานเห็นกันว่าใครใช้ AI แค่ไหน
    เมื่อ senior 1 คน + AI ทำงานได้เท่ากับ senior 1 คน + junior 5 คน — สัดส่วนคนในทีมต้องเปลี่ยน
    บริษัท Big 4 ที่ลด audit partner 10% ไม่ใช่เพราะ partner ทำงานไม่ดี แต่เพราะเมื่อจำนวนพนักงานในทีมลดลง partner ก็ต้องลดตามสัดส่วน
    ในไทย ทีม junior ที่ทำงานประจำซ้ำๆ 60-70% ของเวลา คือกลุ่มที่งานจะเปลี่ยนเร็วที่สุด
    ไม่ได้แปลว่า junior จะหายไป — แปลว่าสิ่งที่ junior ทำ จะเป็นงานคนละชุดกับเมื่อ 5 ปีก่อน
    ———
    สาม — คนลาออกน้อยกว่าที่คาด ทำให้จำนวนพนักงานเกิน
    ช่วงโควิด หลายสำนักงานในสหรัฐฯ จ้างคนเกินตัว เพราะคาดว่าอัตราการลาออกจะอยู่ที่ 20-30% ตามปกติ
    หลังโควิด อัตราการลาออกจริงต่ำกว่านั้น เพราะหางานนอกวงการได้ยากขึ้น
    ผลคือทีมเกิน รายได้ไม่โต ต้องตัด
    ในไทย อัตราการลาออกของวงการบัญชี-สอบบัญชี อยู่ระหว่าง 15-25% ต่อปีในสำนักงานทั่วไป
    ถ้าตัวเลขนี้ลดลงในอีก 2-3 ปี — สำนักงานที่จ้างคนตามแผนเดิม จะเจอสถานการณ์เดียวกัน และนักบัญชีที่อยู่ในสำนักงานเหล่านั้น จะเจอแรงกดดันเดียวกัน
    ———
    3 คำถามที่นักบัญชีทุกระดับ ควรเริ่มถามตัวเองตั้งแต่ไตรมาสนี้
    หนึ่ง — งานที่ทำอยู่วันนี้ — ใน 3 ปี AI จะทำได้กี่เปอร์เซ็นต์
    สอง — ทักษะที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ ในวันนี้ เราเก่งทักษะนั้นมากแค่ไหน
    สาม — ถ้าโครงสร้างทีมในวงการเปลี่ยน ตำแหน่งและบทบาทที่จะปลอดภัยคือแบบไหน
    3 คำถามเดียวกัน — แต่คำตอบจะต่างกันสำหรับ junior senior partner และ Managing Partner
    ใครตอบได้เร็ว และเริ่มปรับตัวก่อน — มีจังหวะของตัวเองในการตัดสินใจ
    ———
    ข่าวจาก Big 4 ในต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องของผู้บริหารเท่านั้น
    มันคือ 3 แรงที่จะกำหนดงานของนักบัญชีทุกคนในอีก 5 ปีข้างหน้า
    รวมถึงในไทย
    #นักบัญชีไทย #สำนักงานบัญชี #AIinAccounting #ProfessionFuture
    https://www.facebook.com/share/p/1E1w8yQ7we/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ∆... 'สิงคโปร์จะขยายเวลาอายุเกษียณเป็น 64 ปีเริ่มกรกฎาคม 2026 นี้... แก้คนเกิดน้อย"

    ***... สิงคโปร์จะปรับเพิ่มอายุเกษียณตามกฎหมายเป็น 64 ปี และอายุการกลับเข้าทำงานใหม่เป็น 69 ปี ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569

    ... การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อรองรับ "ประชากรสูงวัย" และมีผลบังคับใช้กับบุคคลที่เกิดในหรือหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2506 (1963 )

    ... กระทรวงแรงงาน
    รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอายุเกษียณปี 2569:

    ... อายุเกษียณ: ปรับเพิ่มจาก 63 เป็น 64 ปี

    ... อายุการกลับเข้าทำงานใหม่: ปรับเพิ่มจาก 68 เป็น 69 ปี

    ... คุณสมบัติ: ผู้ที่มีคุณสมบัติและประสงค์จะทำงานต่อสามารถกลับเข้าทำงานใหม่ได้จนถึงอายุ 69 ปี

    ***... แผนระยะยาว: กำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 65 ปี และอายุการกลับเข้าทำงานใหม่ไว้ที่ 70 ปี ภายในปี 2030(2573)

    ... การสนับสนุนนายจ้าง: เครดิตการจ้างงานผู้สูงอายุ (Senior Employment Credit - SEC) จะขยายเวลาไปจนถึงเดือนธันวาคม 2560 เพื่อให้ส่วนลดค่าจ้างสำหรับการจ้างงานผู้สูงอายุ

    (***... มันเป็นวิธีการแก้ปัญหาเรื่อง "ขาดแคลนบุคลากร(คนเกิดน้อย)และลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล" ในหลายประเทศทั่วโลก, อีกอย่างหนึ่งที่จะลดค่าใช้จ่ายเงินบำเหน็จบำนาญโดยการเลื่อนอายุเกษียณให้มากขึ้น... )
    https://www.facebook.com/share/1Cs1zGdFF2/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ... "ยุโรปตะวันออกไม่ยึดติดทฤษฎีที่โซเวียตรัสเซียบังคับชี้นำ ประยุกต์ให้เหมาะสมกับตัวเอง"

    ... ในประวัติศาสตร์ของกลุ่มประเทศ "สังคมนิยม" นั้น แม้จะเริ่มต้นจากแนวคิดของ "ทฤษฎีจาก คาร์ล มาร์กซ" แต่สุดท้ายพอปรับใช้จริง แม้แต่ "โซเวียตรัสเซีย" พี่ใหญ่ที่ล้มระบบสมบูรณาญาสิทธิราชเองในปี 1917 แต่สุดท้ายก็ต้องปรับตัวตามสภาพจริง

    ... เพราะสุดท้าย "เลนิน" หรือ "พรรคบอลเชวิค" เองก็ต้องประยุกต์ปรับตามหน้างานจริง ไม่สามารถจะเดินตามทฤษฏีตัวหนังสือทุกอย่างได้ จึงจะเดินหน้าพัฒนาเปลี่ยนแปลงประเทศให้สมบูรณ์ได้

    ... ยิ่งสมัย "สตาลิน" ยิ่งกลับไปทำสิ่งที่เหมือนจักรวรรดินิยมสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่หนักกว่าเดิม เพราะผูกขาดอำนาจทั้งการตีความหมายคำว่า "สังคมนิยม", ทำตัวเยี่ยง "เผด็จการฟาสซิสต์" เสียเอง, รวมทั้งการปฏิบัติจริง บังคับจนประเทศบริวารเริ่มเบื่อหน่ายและอึดอัด

    ... หลัง "สตาลิน" เสียชีวิตลง ในปี 1953, และ "เยอรมันนาซี" เริ่มหมดอำนาจลง ประเทศลูกสมุนบริวารทั้ง โปแลนด์ โรมาเนีย บัลกาเรีย ยูโกสลาเวีย อัลแบเนีย ฮังการี่ รวมทั้ง "จีน" จึงพยายาม "ตีความคำว่าสังคมนิยมใหม่" รวมทั้งมีมาตรการในการปฏิบัติตามแนวทางของตนเอง ลดการชี้นำของ "โซเวียตรัสเซีย" น้อยลง เพราะแต่ละประเทศก็มีพื้นฐาน ภูมิหลัง เชื้อชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนาที่ต่างกัน จนทำให้สมัยของ "ครุสซอฟ" (ผู้นำ ปี 1953 -1964) ประเทศบริวารจึงพยายามแยกตัวออกจากอิทธิพลของโซเวียตรัสเซียกันหมด

    ... จนสุดท้าย 1990 สมัย "กอร์บาชอฟ" โซเวียตรัสเซียก็แตก ต้องปล่อยบริวารให้ "คิดและหาทางประยุกต์ใช้แนวคิดสังคมนิยม" กันเอง หรือแม้แต่เปลี่ยนไปคบค้าเป็นระบบเสรีนิยมเลยก็มี, "รัสเซีย" เองก็ยังต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเสรีนิยมมากขึ้นด้วยเช่นกัน

    ***... ปัจจุบัน 2564 "อเมริกา" และนักวิชาการหัวโบราณที่ร่ำเรียนมาจากอเมริกา กลับเดินตามแต่ทฤษฎี ไม่เดินออกนอกหนังสือที่อเมริกา ยุโรปเขียน พยายามยัดเยียดระบบ "เลือกตั้งธิปไตย" ว่าต้องปฏิบัติเดินตาม แนวคิดที่ตีความโดยฝรั่งอเมริกา ยุโรป เท่านั้น ทั้งๆที่พื้นฐาน ภูมิหลัง ประวัติศาสตร์ เชื้อชาติ วัฒนธรรมประเทศไทยนั้นต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง

    ... นักอวิชชาการเหล่านั้น พยายามทำตัวเป็น "ศักดินาและเผด็จการทางวิชาการ" กลุ่มเดียวที่คนไทย นักศึกษาไทยต้องเชื่อ, ที่สำคัญกลับกลายเป็นว่า นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยดังๆ กลับยึดติดในตำราที่อาจารย์สอน จนไม่กล้า "คิดนอกกรอบ" ( เหมือนพระสายวัดป่า) ที่ "เหมาเจ๋อตุง" กล้าขัดแย้งกับครุสซอฟ รวมทั้ง "เติ้งเสี่ยวผิง" กล้าตีความคำว่าสังคมนิยมใหม่ ขัดแย้งกับเหมาเจ๋อตุง, เอาความเป็นเสรีนิยมมาผสม "แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้" ในปี 1979, เป็นระบบไฮบริดครั้งแรก จนมีคนเดินตามมากมาย เช่น เวียตนาม ลาว พม่า

    ... เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "นักวิชาการที่คร่ำครึจะพาประเทศชาติล่มจม"

    .

    ... คัดลอกจากหนังสือ "ยุโรปตะวันออก ความสัมพันธ์กับสหภาภโซเวียต" โดยอาจารย์ ประทุมพร วัชรเสถียร
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • g.mp4
      ขนาดไฟล์:
      28.1 MB
      เปิดดู:
      33
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #ข่าวร้อนในญี่ปุ่น "ญี่ปุ่นไม่ปลอดภัยแล้ว?" - เปิดโปง “องค์กรอาชญากรรมใหญ่สุดในเอเชีย” กว้านซื้ออสังหาหรู ฟอกเงินหรือไม่

    ▪️ สื่อญี่ปุ่นแฉ กลุ่ม “Prince Group” ถูกกล่าวหาโยงโกงออนไลน์-ค้ามนุษย์ กำลังซื้ออสังหาฯ ในญี่ปุ่นจำนวนมาก

    เคสตัวอย่าง - คฤหาสน์ย่านโตเกียว ราคาที่ดินกว่า 800 ล้านเยน
    ▪️ ผู้ซื้ออ้างว่าจะอยู่เอง แต่จ่าย “เงินสดทันที” ไม่มีการกู้
    ▪️ เพียง 1 เดือน กลับขายต่อให้ชาวจีนรายอื่น ข้อมูลที่ให้ตอนซื้อเป็นเท็จ

    รูปแบบที่พบ⠀
    ▪️ ซื้ออสังหา หรู เงินสดก้อนใหญ่
    ▪️ ถือครองระยะสั้น
    ▪️ รีบขายต่อ (short flip)
    ▪️ ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็น “การฟอกเงิน”

    ▪️ กลุ่มนี้ถูกสหรัฐและอังกฤษ ระบุว่าเป็น “องค์กรอาชญากรรมใหญ่ระดับเอเชีย”
    ▪️ รายได้หลักมาจาก พนันออนไลน์-หลอกลวง-ค้ามนุษย์
    ▪️ ในช่วง 10 ปี เติบโตจนเป็นบริษัทใหญ่ในกัมพูชา มีทั้งธนาคาร-อสังหาฯ-กองทุน
    ▪️ ปี 2025 โดนคว่ำบาตรจากตะวันตก
    ▪️ หลายประเทศเอเชียเริ่มยึดทรัพย์-สอบสวน
    ▪️ ต้นปี 2026 หัวหน้ากลุ่ม “เฉิน จื้อ” ถูกจับและส่งตัวไปจีน
    ▪️ แม้หัวหน้าถูกจับ แต่เครือข่ายยังไม่ชัดว่าถูกกวาดล้างหมด
    ▪️ พบว่ามีบริษัทในเครือมาตั้งในญี่ปุ่น และมีที่อยู่ในคอนโดหรูโตเกียว

    ประเด็นสำคัญ
    ▪️ ญี่ปุ่นถูกมองว่า “ปลอดภัย” สำหรับซ่อนเงิน
    ▪️ ระบบเปิด ทำให้ซื้ออสังหาฯ ได้ง่าย
    ▪️ เสี่ยงกลายเป็นฐานฟอกเงินระดับนานาชาติ

    ที่มา https://news.yahoo.co.jp/articles/3636353104b872b6484450499c09bde919ac6bc2
    https://www.facebook.com/share/1E7zdao8Yu/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตอนที่กัมพูชายื่นศาลโลก ICJ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปลายปี 2025 แล้วท้าไทยว่า ถ้าแน่จริงให้มากรุงเฮก ซึ่งไทยก็มานะ มาจัดงาน “ชุดไทย” 8 เมษายน 2026 แล้วเชิญคณะทูตมาดูทั้งงาน แต่ไม่เห็นคนกัมพูชามาดูเลยงะ ที่กรุงเฮกเหมือนกัน
    https://www.facebook.com/share/1B7To1V1Vy/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กัมพูชาเข้ม! ตรวจทุเรียนตลาดภูพุย หลังสงสัยนำเข้าจากไทย ย้ำความปลอดภัยผู้บริโภค

    FB_IMG_1777803994410.jpg
    .
    เจ้าหน้าที่ฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค การแข่งขัน และปราบปรามการฉ้อโกง (CCF) ของกัมพูชา นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบสารปนเปื้อนและแหล่งที่มาของทุเรียนจำนวนมากในตลาดภูพุย เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา หลังเกิดกระแสความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างส่งตรวจห้องปฏิบัติการ พร้อมทั้งสอบสวนผู้ค้าถึงต้นทางของสินค้าเพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่สาธารณชน
    .
    ย้อนกลับไปเมื่อคืนวันที่ 2 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ CCF ได้เข้าประสานงานกับเจ้าของตลาดเพื่อขอเข้าตรวจสอบแผงค้าทุเรียนรายใหญ่ 8 รายที่วางจำหน่ายในลักษณะกองรวมกันเป็นจำนวนมาก แต่ทางเจ้าของตลาดขอผัดผ่อนการตรวจสอบมาเป็นช่วงเช้าแทน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาวางเวรยามเฝ้าจุดจำหน่ายตลอดทั้งคืน เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนถ่ายสินค้าออกนอกพื้นที่ กระทั่งในช่วงเช้านายกิม พรอส ผู้อำนวยการสาขาจังหวัดพระตะบอง ได้นำทีมลงพื้นที่อีกครั้งเพื่อร่วมตรวจสอบเอกสารยืนยันแหล่งที่มากับกลุ่มผู้ค้าทั้งหมด
    .
    จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ค้าทั้ง 8 รายอ้างว่าทุเรียนเหล่านี้สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์จากแหล่งปลูกในจังหวัดกำปงจาม สะแรอัมเบิล และจังหวัดเกาะกง รวมถึงบางส่วนรับมาจากตลาดเนียะเมียะในกรุงพนมเปญ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบประเด็นน่าสงสัยเนื่องจากผู้ค้าส่วนใหญ่ไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือข้อมูลติดต่อที่ชัดเจนของแหล่งซัพพลายเออร์ต้นทาง ทั้งนี้ นายกิม พรอส ระบุว่าแม้ผู้ค้าจะยืนยันว่าเป็นทุเรียนในประเทศ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องเก็บตัวอย่างไปวิเคราะห์หาสารเคมีตกค้างอย่างละเอียดตามระเบียบ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภค
    .
    สำหรับการดำเนินการในระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้ผู้ค้าสามารถจำหน่ายทุเรียนส่วนที่เหลือได้ตามปกติระหว่างรอผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ โดยเน้นย้ำว่าการสุ่มตรวจครั้งนี้เป็นมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุกเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในระยะยาว พร้อมกันนี้ทางการกัมพูชาได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อทุเรียน โดยควรพิจารณาจากร้านที่มีความน่าเชื่อถือ หลังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการนำเข้าทุเรียนจากต่างประเทศในปริมาณมาก ซึ่งอาจไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด
    .
    .
    [Thai Press | ไทยเพรส] - ข่าวคั่วเข้ม
    ——————
    #ThaiPress
    #ไทยเพรส
    #ข่าวคั่วเข้ม
    https://www.facebook.com/share/p/18gRTJajAF/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ลืมไปว่าในโลกนี้มีประเทศชื่อกัมพูชาไปเถอะ ยังไงประเทศนี้ เราก็คบไม่ได้
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บทเรียนราคาแพงจากออสเตรเลีย เมื่อ Tesla Model Y ท้าทายกระแสน้ำเค็ม... ผลลัพธ์ที่อาจไม่คุ้มเสี่ยง ทางกู้ภัยออสเตรเลียระบุว่า

    ภาพไวรัลของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ขับลุยน้ำท่วมสูงจนดูเหมือน "เรือ" อาจทำให้หลายคนเกิดความมั่นใจผิดๆ แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับ Tesla Model Y ในออสเตรเลีย ซึ่งต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังที่เป็น "น้ำเค็ม" กำลังเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่เตือนให้เรารู้ว่า รถ EV ไม่ใช่เรือสะเทินน้ำสะเทินบก และ "ภัยเงียบ" ที่ตามมานั้นรุนแรงกว่าที่ตาเห็น

    น้ำเค็ม ศัตรูตัวฉกาจของระบบไฟฟ้า

    แม้ว่าค่ายรถยนต์จะออกแบบชุดแพ็กแบตเตอรี่มาให้ป้องกันน้ำเข้า (IP Rating) ในระดับสูง แต่ "น้ำเค็ม" มีคุณสมบัติในการกัดกร่อนและเป็นตัวนำไฟฟ้าที่รุนแรงกว่าน้ำจืดหลายเท่า

    การกัดกร่อนสะสม น้ำเค็มสามารถเล็ดลอดเข้าตามข้อต่อสายไฟหรือเซนเซอร์ต่างๆ แม้น้ำจะแห้งไปแล้ว แต่คราบเกลือจะยังคงอยู่และกัดกร่อนระบบภายในอย่างต่อเนื่อง

    ความเสี่ยงไฟไหม้ล่าช้า (Delayed Ignition): สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือปฏิกิริยาเคมีที่เรียกว่า Thermal Runaway ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นทันทีขณะลุยน้ำ แต่อาจปะทุขึ้นหลังจากนั้นหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ทำให้รถที่จอดไว้ในบ้านหรือบนรถยกกลายเป็นกองเพลิงได้โดยไม่คาดคิด

    "แรงดันน้ำ" พลังทำลายล้างที่มองไม่เห็น

    หลายคนเข้าใจว่าแบตเตอรี่ที่อยู่ใต้ท้องรถมีน้ำหนักมาก จะช่วยให้รถยึดเกาะถนนได้ดีขณะลุยน้ำ แต่ในความเป็นจริง

    แรงพยุง (Buoyancy) เมื่อระดับน้ำสูงขึ้น แรงพยุงจะทำให้รถ "ลอย" และเสียการควบคุมได้ง่ายกว่าที่คิด

    แรงดันมหาศาล กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวสามารถดันให้ซีลกันน้ำต่างๆ เสียหาย หรือพัดรถให้ไถลออกนอกเส้นทาง (Hydroplaning) จนเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

    มาตรฐานการลุยน้ำ... มีไว้เพื่อ "ทางเลือกสุดท้าย" ไม่ใช่ "ความท้าทาย"

    รถยนต์ทุกคันมี "ระดับความลึกสูงสุดที่ยอมรับได้" (Maximum Wading Depth) ตามที่คู่มือระบุไว้ หากน้ำสูงเกินระดับนี้ น้ำจะเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ และห้องโดยสาร ซึ่งการซ่อมแซมระบบไฟฟ้าทั้งหมดนั้นมีค่าใช้จ่ายมหาศาล และอาจทำให้รถไม่สามารถกลับมาสมบูรณ์ได้ 100% อีกต่อไป

    คำแนะนำจากหน่วยกู้ภัย: "If it's flooded, forget it"

    หากคุณเจอเส้นทางน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะน้ำที่อาจมีส่วนผสมของน้ำเค็มหรือกระแสน้ำเชี่ยว ให้หยุดและเปลี่ยนเส้นทางทันที

    อย่าเสี่ยง เพียงเพื่อประหยัดเวลาไม่กี่นาที แต่อาจต้องแลกด้วยรถทั้งคันหรือชีวิต

    หลังลุยน้ำ หากจำเป็นต้องลุยน้ำสูง ควรนำรถเข้าตรวจเช็กที่ศูนย์บริการทันทีเพื่อตรวจสอบจุดเชื่อมต่อสายไฟและสภาพแบตเตอรี่

    ---------------------------------------

    เทคโนโลยี EV ล้ำสมัยช่วยให้เราเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กฎฟิสิกส์และความร้ายกาจของธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราไม่ควรประมาท "ถ้าน้ำท่วม อย่าเสี่ยง" คือหลักการที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและรถที่คุณรัก

    เครดิตภาพ NT Towing 4X4 Recovery

    https://www.facebook.com/share/p/1Kpv1akPLa/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #ข่าวร้อนในญี่ปุ่น ญี่ปุ่นทุ่มงบทะลุ 9 ล้านล้านเยน” ลุ้นขึ้นแท่น “เบอร์ 3 โลกด้านกลาโหม”

    ▪️ ญี่ปุ่นอนุมัติงบกลาโหมปี 2026 สูงเป็นประวัติการณ์ มากกว่า 9 ล้านล้านเยน
    ▪️ เพิ่มขึ้นราว 9.4% ต่อเนื่องปีที่ 4 ของแผน “เพิ่มงบเป็น 2% ของ GDP”
    ▪️ ถ้าทำได้ครบแผน 5 ปี ญี่ปุ่นจะกลายเป็น ประเทศใช้งบกลาโหมมากอันดับ 3 ของโลก (รองจากสหรัฐและจีน)

    เปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่
    ▪️ ญี่ปุ่นกำลังขยับจาก “ตั้งรับ” ไปสู่ “โจมตีกลับได้”
    ▪️ เน้นพัฒนา ขีปนาวุธระยะไกล + โดรนไร้คนขับ
    ▪️ ถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายสำคัญ หลังยึดแนวทางสันติหลังสงครามโลกมานาน

    อาวุธที่กำลังมา
    ▪️ เตรียมจัดซื้อขีปนาวุธ Type-12 รุ่นใหม่ ยิงไกล ~1,000 กม.
    ▪️ วางกำลังเร็วขึ้นในพื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ (ใกล้จีน-ไต้หวัน)
    ▪️ ลงทุนระบบโดรน “SHIELD” ทั้งอากาศ น้ำ และใต้น้ำ
    ▪️ เหตุผลหลัก: คนลดลง กำลังพลไม่พอ → ต้องพึ่งอาวุธอัตโนมัติ

    ปัจจัยกดดัน
    ▪️ ญี่ปุ่นมองว่า จีนคือความท้าทายด้านความมั่นคงอันดับ 1
    ▪️ เหตุการณ์เครื่องบิน-เรือรบจีนเข้าใกล้ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น
    ▪️ มีการล็อกเรดาร์ใส่เครื่องบินญี่ปุ่น (สัญญาณก่อนยิง)
    ▪️ รัฐบาลญี่ปุ่นยังส่งสัญญาณว่า “อาจเกี่ยวข้อง” หากจีนบุกไต้หวัน

    เงินมาจากไหน
    ▪️ เตรียมขึ้นภาษีบริษัท + บุหรี่
    ▪️ และมีแผนขึ้นภาษีเงินได้ในอนาคต (เริ่มปี 2027)
    ➡️ ประเด็นนี้เริ่มมีเสียงคัดค้านในประเทศ

    ขยายอุตสาหกรรมอาวุธ
    ▪️ ญี่ปุ่นร่วมพัฒนาเครื่องบินรบใหม่กับอังกฤษ-อิตาลี (เป้าปี 2035)
    ▪️ พัฒนาโดรน AI บินร่วมกับเครื่องบินรบ
    ▪️ บริษัทญี่ปุ่นเริ่มรับงานต่างประเทศ (เช่น ออสเตรเลียเลือกต่อเรือรบ)

    ที่มา https://www.yahoo.com/news/articles/japan-track-become-world-third-145710097.html
    https://www.facebook.com/share/1ApjCtZVyU/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาบริษัทเทคทั่วโลกประกาศปลดพนักงานกันไปรวมกันมากถึง "45,800 ตำแหน่ง"

    ถือเป็นเดือนที่มีการปลดพนักงานมากที่สุดในรอบ 2 ปี

    FB_IMG_1777804457396.jpg

    สัญญาณอันตราย? Layoff สาย Tech พุ่งแรงสุดในรอบ 2 ปี ท่ามกลางคลื่น AI

    การปลดพนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเร่งตัวอย่างน่ากังวล หลังตัวเลขล่าสุดระบุว่า บริษัทเทคทั่วโลกประกาศเลิกจ้างพนักงานรวมกว่า 81,747 ตำแหน่งในไตรมาส 1 ปี 2026 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2024 และเพิ่มขึ้นกว่า +580% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    เพียงเดือนมีนาคมเดือนเดียว มีการประกาศปลดพนักงานถึง 45,800 ตำแหน่ง ถือเป็นเดือนที่หนักที่สุดในรอบอย่างน้อย 2 ปี สะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่กำลังก่อตัวในอุตสาหกรรม

    บริษัทเทคยักษ์ใหญ่เริ่มส่งสัญญาณชัดเจน โดย Meta มีแผนลดพนักงานราว 8,000 คน ขณะที่ Microsoft เสนอโปรแกรมเกษียณก่อนกำหนดให้พนักงานกว่า 7% ขององค์กร และอาจปรับเป็นการปลดพนักงาน หากการตอบรับไม่เพียงพอ

    เบื้องหลังการปรับโครงสร้างครั้งนี้คือการ “ย้ายเงิน” ครั้งใหญ่ จากบุคลากร ไปสู่การลงทุนใน AI chips และ Data Centers ซึ่งต้องใช้เงินทุนมหาศาล บริษัทจำนวนมากจึงเลือก “ลดต้นทุนแรงงาน” เพื่อเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยุค AI

    https://www.facebook.com/share/p/1aRtAJDzhr/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทอแสงสดใส
    ธุรกิจคริปโตตระกูลทรัมป์"ระดมทุน"ได้ 1.8หมื่นล้านบาท (ผู้ร่วมก่อตั้ง มี"สตีฟ วิทคอฟฟ์" ทีมเจรจาอิหร่านด้วย.. อืมม์)

    ผูู้ร่วมก่อตั้ง World Liberty Financial มีชื่อของท่านโดนัลด์ ทรัมป์ และสตีฟ วิทคอฟฟ์ (ผู้แทนของสหรัฐอเมริกาด้านตะวันออกกลาง)
    แหม ก็ปฏิเสธได้ เพราะก่อตั้ง ก็แปลว่าเรื่องมันนานนมมาแล้ว บัดนี้ก็ไม่มีใดเกี่ยวข้องแล้ว อย่างไรก็ตาม ตระกูลทรัมป์และตระกูลวิทคอฟฟ์ก็ยังมีส่วน "ร่วมทุน" ในธุรกิจนี้นะครับ
    ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรนิ การเมืองก็เล่นไป ธุรกิจก็ทำไป แยกแยะต่างหาก และนี่ก็เป็นครอบครัวทำ ไม่ใช่เจ้าตัว ...
    https://www.bloomberg.com/news/arti...y-sold-as-holders-got-stuck?fromMostRead=true


    https://www.facebook.com/share/p/1HnyRBzvf5/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ จาก “AI ตอบโง่ลง” ลามไปถึง “ทำไมคนรวยจะรวยขึ้นเร็วกว่าเดิม 10 เท่า” เบื้องหลังคำโกหกที่ใหญ่ที่สุดของทศวรรษนี้

    ช่วงหลังๆ มานี้เวลาใช้ AI ทำงาน ไม่ว่าจะ Claude ChatGPT หรือ Gemini รู้สึกได้เลยว่ามันตอบสั้นลง ขี้เกียจขึ้น บางทีขอให้เขียนยาวๆ ก็ใส่คำว่า “และส่วนที่เหลือก็ทำในลักษณะเดียวกัน” แล้วจบ บางทีขอโค้ดเต็มๆ ก็เขียน comment ว่า “เติมส่วนนี้เอง” แทนที่จะเขียนจริง

    ตอนแรกคิดว่าเป็นความรู้สึกตัวเอง แต่ลองคุยกับเพื่อนๆ ที่ใช้ AI หนักๆ ทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมด

    แล้วก็เริ่มสงสัย นี่คือสัญญาณอะไรกันแน่

    ยิ่งคิดยิ่งพบว่า เรื่องที่ดูเหมือน “AI ขี้เกียจ” จริงๆ คือการเปิดเผย dynamic ลึกของอุตสาหกรรม AI ทั้งระบบ ที่จะกระทบเศรษฐกิจ การลงทุน และความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างที่หลายคนยังไม่ทันคิด

    ‍ ทำไม AI ถึงตอบโง่ลง

    คำตอบสั้นๆ คือเรื่องของต้นทุนค่ะ

    บริษัท AI ทุกเจ้าตอนนี้ขาดทุนมหาศาล Anthropic เผาเงินปีละ 5 พันล้านดอลลาร์ OpenAI ขาดทุน operating หลักพันล้านต่อปี ทุก token ที่โมเดลตอบออกมาคือต้นทุน GPU ค่าไฟ ค่า depreciation hardware ที่บริษัทต้องจ่าย

    วิธีลดต้นทุนเร็วที่สุดโดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่ทันสังเกต คือปรับให้โมเดลตอบสั้นลง บีบอัดน้ำหนักโมเดลให้รันเบาขึ้น ทำ silent routing ไปโมเดลขนาดเล็กกว่าตอน server load สูง

    นี่ไม่ใช่ engineering failure แต่คือ strategic decision ที่บริษัทค่อยๆ implement ไป เหมือนที่ Netflix ทำ shrinkflation ขึ้นราคาทีละนิด ตัด feature ทีละหน่อย จนผ่านไป 10 ปีราคาขึ้นมา 2 เท่ากว่าโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้สึกตัว

    ผู้ใช้ที่อ่านเกมเป็น จะเห็นว่านี่คือ stage ที่อุตสาหกรรมเริ่ม “บีบให้คนติดก่อน แล้วค่อยเก็บเกี่ยว” หรือที่ Reid Hoffman เรียกมันว่า blitzscaling playbook

    stage หนึ่งคือ acquire user ที่ขาดทุน
    stage สองคือขึ้นราคากับคนที่ติดแล้ว
    stage สามคือลด cost structure

    โดยปัจจุบันเรากำลังอยู่ปลาย stage หนึ่งและเริ่ม stage สองสามพร้อมกัน

    หลักฐานที่เห็นชัดที่สุดคือ การเปิด Claude Max ที่ราคา 100 ถึง 200 ดอลลาร์ ChatGPT Pro ที่ 200 ดอลลาร์ค่ะ นั่นแปลว่าบริษัทกำลังทดลอง price ladder ดูว่าตลาดยอมจ่ายแพงแค่ไหน free tier กับ low tier 20 ดอลลาร์จะถูกบีบให้ขี้เกียจขึ้นเรื่อยๆ จนคนรู้สึก “ต้อง upgrade เถอะ” โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังถูกบีบ

    Cost per token คือ metric ที่สำคัญที่สุดในเกมนี้

    ถ้าจะเข้าใจอุตสาหกรรม AI ต้องเข้าใจว่ามันกำลังจะกลายเป็น commodity ในระยะยาว Claude GPT Gemini DeepSeek Llama ทำงานทั่วไปได้คล้ายกันมาก สำหรับ 80 เปอร์เซ็นต์ของ use case ผู้ใช้สลับโมเดลแล้วผลลัพธ์ไม่ต่างกันมีนัยสำคัญ

    เมื่อสินค้าเป็น commodity ผู้ชนะคือคนที่ผลิตได้ถูกที่สุด ไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด เหมือนน้ำมัน เหมือนไฟฟ้า เหมือนเหล็ก

    ใครได้ GPU ราคาถูก ใครมี data center ในพื้นที่ค่าไฟต่ำ ใครออกแบบโมเดลใช้ compute น้อย ใคร utilize hardware ได้เต็ม คนนั้นชนะ

    นี่คือเหตุผลที่ Microsoft Google Amazon ที่มี cloud infrastructure ของตัวเองได้เปรียบ OpenAI Anthropic ที่ต้องเช่า GPU จากคนอื่น และเป็นเหตุผลที่ Apple ที่ทำ M-series chip ของตัวเองอาจเป็นม้ามืดที่ตลาดยังไม่ price-in

    ลองคิดเล่นๆ Anthropic ขาดทุนหรือกำไรจากนิคกี้

    นิคกี้จ่าย Claude Max 100 ดอลลาร์ต่อเดือน ใช้งานหนัก วิเคราะห์ 16 assets ทุกวัน เขียนบทความ Beauty Investor รีไรท์รายงาน Bloomberg แถมใช้ cowork ทำงานได้แทบทุกวัน

    ลองคำนวณ Anthropic ได้เงินสุทธิราว 96 ดอลลาร์หลังหัก payment processor ส่วนต้นทุนของ Anthropic จากการใช้งานของนิคกี้ ถ้าคำนวณตามราคา API list price อยู่ที่ราว 130 ถึง 150 ดอลลาร์ แต่ราคา API บวก margin แล้ว ต้นทุนจริงที่ Anthropic จ่ายอยู่ที่ราว 50 ถึง 60 ดอลลาร์

    แปลว่าที่ระดับ contribution margin Anthropic อาจกำไรจากนิคกี้ราว 30 ถึง 40 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่พอบวก R&D, training cost, overhead เข้าไป Anthropic ขาดทุนนิดหน่อยจากนิคกี้ในระดับ fully-loaded

    แต่ในมุม strategic Anthropic ยินดีขาดทุนเล็กน้อยตอนนี้ เพราะนิคกี้สร้าง switching cost ทุกวัน ที่จะทำให้ Anthropic เก็บเกี่ยวในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Memory, custom prompt, workflow integration ทุกอย่างคือ lock-in ที่ทำให้ผู้ใช้ย้ายโมเดลยากขึ้น เมื่อราคาขึ้นในอนาคต ผู้ใช้ยังจ่ายต่อเพราะติดแล้ว

    นี่คือ playbook เดียวกับ Netflix Spotify Uber เผาเงินวันนี้เพื่อเก็บเกี่ยวสิบปีข้างหน้าค่ะ

    คำถามที่ทำให้คิดต่อ ถ้า AI แทนคนได้จริง economics จะ work ไหม

    ถ้าจ้าง AI agent มาทำงานแทนคนหนึ่งคนเต็มวัน ใช้ compute มหาศาล ใช้ token หลักล้านต่อวัน ต้นทุนที่บริษัทต้องจ่ายอยู่ที่ระดับ 500 ถึง 2,000 ดอลลาร์ต่อเดือน

    เทียบกับค่าจ้างคนในไทย analyst เงินเดือน 80,000 บาท ต้นทุนรวมบริษัทอยู่ที่ 110,000 บาท หรือราว 3,200 ดอลลาร์ ดูเหมือน AI ถูกกว่า

    แต่ปัญหาคือ AI agent ยังทำงานไม่ครบ end-to-end เหมือนคน ทำได้ดีบาง task แต่พังในเคสยาก ต้องมีคนคอยตรวจ ต้องมีคนรับ accountability เมื่อพลาด พอบวก cost of errors เข้าไป economics ไม่ work เท่าที่ดูบนกระดาษ

    ที่สำคัญกว่าคือ ในไทยที่ค่าแรงต่ำกว่าสหรัฐหลายเท่า การจ้าง AI agent อาจไม่คุ้มกว่าจ้างคนเลย นี่คือเหตุผลที่ AI replacement narrative ที่สื่ออเมริกันขายอย่างหนัก ยังไม่ apply กับไทยเหมือนกัน

    ✅ หลักฐานสำคัญที่ตลาดบอกเรา

    ถ้าโมเดลเล็กทำงานได้ดีเท่าโมเดลใหญ่จริง ตลาดจะ rebalance ตัวเองทันที เพราะ economic incentive ชัดเจน

    แต่ราคา Claude Opus อยู่ที่ 75 ดอลลาร์ต่อล้าน output token ขณะที่ Llama 3.3 70B รันผ่าน Together AI อยู่ที่ 0.88 ดอลลาร์ ราคาต่างกัน 85 เท่า และส่วนต่างนี้ persist มาเกือบสองปี ไม่มีทีท่าว่าจะปิด

    นี่คือ revealed preference ของตลาด ที่บอกว่า frontier model ขายอะไรที่ small model ขายไม่ได้จริงๆ

    ขาย reliability ที่ tail end ขาย emergent capability ที่โมเดลขนาดเล็กไม่มี ขาย safety ที่ผ่าน RLHF เข้มข้น ขาย long context ขาย multimodal ขาย knowledge depth ที่เก็บข้อมูลเฉพาะทางได้

    ตราบใดที่ส่วนต่างนี้ยังใหญ่ AI replacement ในระดับเศรษฐกิจ ยังเป็น hype มากกว่า reality

    ⚠️ insight ที่น่าตกใจที่สุด AI กำลังกลายเป็น amplifier ของความเหลื่อมล้ำ

    ทีนี้มาถึงข้อสรุปที่ทำให้นิคกี้คิดหนักค่ะ

    ถ้า frontier model ราคาแพงกว่า small model 50 ถึง 100 เท่าจริง และ tier ที่จ่ายเงินเข้าถึง capability ที่ tier ฟรีเข้าไม่ถึงเลย

    แสดงว่า AI ไม่ใช่ great equalizer ตามที่ Sam Altman และ tech evangelist ขายมาตลอด

    แต่กำลังกลายเป็น amplifier ของความเหลื่อมล้ำ ในระดับที่อาจโหดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

    ลองดู scenario จริง content creator สองคน คนแรกจ่าย Claude Max บวก ChatGPT Pro บวก Cursor บวก Perplexity Pro รวม 600 ดอลลาร์ต่อเดือน คนที่สองใช้ free tier ทั้งหมด

    คนแรก output 30 บทความคุณภาพต่อเดือน คนที่สอง 8 บทความ เพราะ free tier ติดทั้ง context limit ติดทั้ง rate limit ติดทั้งคุณภาพต่ำกว่า

    ถ้า monetize ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบทความ คนแรกได้สุทธิ 2,400 ดอลลาร์ คนที่สองได้ 800 ความต่าง 3 เท่า ในรอบปีต่างกัน 19,200 ดอลลาร์

    ปีถัดไปคนแรกเอาส่วนต่างไปลงทุนใน hardware หลักสูตร assistant คนที่สองยังที่เดิม ปีที่สามคนแรก output 60 บทความ คนที่สองยัง 8 บทความ ส่วนต่างกว้างขึ้นเป็น 7 ถึง 8 เท่า

    นี่คือ compound inequality ที่ AI กำลังเร่ง ในทุก profession ทุกอุตสาหกรรม พร้อมกันทั้งระบบ

    มันคล้าย dynamic ที่ Thomas Piketty อธิบายในหนังสือ Capital in the Twenty-First Century ที่ว่า r มากกว่า g เมื่อ return on capital สูงกว่า growth ของเศรษฐกิจ inequality จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    AI เป็น capital รุ่นใหม่ที่ใครเข้าถึงได้มี return สูงกว่าค่าเฉลี่ย คนเข้าถึงได้รวยขึ้นเร็ว คนเข้าไม่ถึงตามไม่ทัน

    ⁉️ คำถามที่นิคกี้อยากให้ทุกคนถามตัวเอง

    คุณกำลังอยู่ฝั่งไหนของ AI inequality

    คุณเป็น AI-augmented elite ที่ใช้ frontier model สร้าง output มหาศาลทุกวัน

    หรือเป็น AI-disconnected ที่ยังใช้แต่ free tier และคิดว่าได้ของดีแล้ว

    หรือเป็น AI-displaced ที่งานกำลังถูก disruption โดยที่ไม่รู้ตัว

    ในอีกสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า ส่วนต่างของชีวิตคนสามกลุ่มนี้จะกว้างขึ้นมหาศาล ไม่ใช่เพราะ AI โกง แต่เพราะ economics ของ frontier model ทำงานในแบบที่ amplify advantage ของคนที่เข้าถึงได้

    การเตรียมตัวเริ่มจากเข้าใจก่อนว่าเกมนี้เล่นอย่างไร จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะ position ตัวเองตรงไหน

    นิคกี้เลือกจ่าย Claude Max 100 ดอลลาร์ต่อเดือน ไม่ใช่เพราะอยากใช้ AI รวย แต่เพราะรู้ว่ามันคือ productive investment ในตัวเอง ที่ return กลับมาทบต้นทุกปี

    แล้วคุณล่ะ จะจ่ายเงินเพื่อขึ้นไปอยู่ฝั่งบนของเส้นความเหลื่อมล้ำใหม่นี้ไหม หรือจะรอให้ตลาดบีบจนต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่านี้

    ตลาด AI ไม่รอใคร และเกมเริ่มไปแล้ว

    ปล. บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อขาย AI subscription เจ้าไหน แต่เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตเรา การเข้าใจ dynamic ของมัน คือก้าวแรกในการตัดสินใจที่ดีกว่า ทั้งในแง่การใช้ชีวิต การทำงาน และการลงทุนค่ะ
    https://www.facebook.com/share/16evuEG3tw/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โครงการ Landbridge ท่าน รมต. ท่านนั้นอ้างว่ามีคนลงทุน และอ้างความสำเร็จ
    FB_IMG_1777806300219.jpg
    แต่ถ้า บริษัทเดินเรือและขนส่งไม่ยืนยันว่าจะมาใช้ก็จบนะครับ

    ถ้าจะอ้างความสำเร็จได้จริง
    ควรได้มีการเชิญ ผบห.บริษัทเดินเรือ และขนส่งระดับโลก ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าในอนาคต มายืนยัน ว่าหากโครงการ Landbridge สร้างเสร็จ จะมีการใช้บริการจริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนและนักลงทุน

    ง่าย ๆ เชิญ บริษัทเดินเรือระดับโลกที่ใช้เส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาเป็นประจำนี่แหละ เจ้าใหญ่ ๆ

    จากรายชื่อบริษัทเดินเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระดับโลกรายใหญ่ที่ใช้เส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาเป็นประจำ:

    • MSC (Mediterranean Shipping Company): สวิตเซอร์แลนด์ (บริษัทเดินเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน)
    • Maersk: เดนมาร์ก
    • CMA CGM: ฝรั่งเศส
    • COSCO Shipping: จีน
    • Hapag-Lloyd: เยอรมนี
    • ONE (Ocean Network Express): ญี่ปุ่น (เกิดจากการควบรวมกิจการสายการเดินเรือหลักของญี่ปุ่น ได้แก่ NYK, MOL และ K Line)
    • Evergreen Marine: ไต้หวัน
    • HMM (Hyundai Merchant Marine): เกาหลีใต้
    • Yang Ming Marine Transport: ไต้หวัน
    • ZIM Integrated Shipping Services: อิสราเอล

    ถ้าได้ยืนยันว่ามีการเจรจากันแล้ว เห็นความเป็นไปได้ พร้อมที่จะร่วมแผนใช้เส้นทางนี้ มันยังพอน่าฟัง น่าเชื่อถือขึ้นนะครับ

    ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ความสำเร็จที่ว่าก็เป็นแค่คำพูดปากเปล่าไหม?

    อีกเรื่องที่สงสัยครับ
    แล้ว Landbridge กระบี่ขนอม ที่สร้างถนนไว้ดิบดี ไม่ทำต่อแล้วเหรอครับ

    ตอนนั้นก็ว่าประสบความสำเร็จดีงามอย่างแน่นอน แล้วตอนนี้ทำไมมันเงียบเหงา ?

    แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าโครงการนี้สุดท้ายจะไม่เงียบเหงา เอาอะไรมารับประกัน

    ท่านรัฐมนตรีท่านนั้นกล้าเอาสินทรัพย์ทั้งหมดของตัวเองมาประกันความสำเร็จด้วยไหมล่ะว่าถ้าไม่สำเร็จจะให้ยึดทรัพย์ของตัวเองทั้งหมด พูดปากเปล่า มันเชื่อยากนะ

    https://www.facebook.com/share/1Fc7qBHpov/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทุกวันนี้เวลาเราจะสั่งอาหารหรือซื้อของออนไลน์ เรามักดู “ยอดขาย” หรือ “จำนวนออเดอร์” ก่อนเป็นอย่างแรก เพราะมันทำให้รู้สึกว่า ร้านนี้น่าจะดีจริง มีคนซื้อเยอะจริง

    ตัวเลขพวกนี้เลยกลายเป็นเหมือนตัวช่วยตัดสินใจโดยไม่รู้ตัว ว่าควรเลือกอะไร ไม่ควรเลือกซื้ออะไร แต่ถ้าตัวเลขพวกนี้ไม่ได้มาจากลูกค้าตัวจริงล่ะ?

    สิ่งที่เรียกว่า “ร้านผี” หรือ Ghost Shops คือร้านที่ไม่ได้ขายดีจากลูกค้าที่ซื้อของจริง ๆ แต่ทำให้ตัวเองดูขายดี ด้วยการสร้างออเดอร์ขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะใช้บัญชีปลอม จ้างคนกดสั่ง หรือใช้ระบบปั่นยอด ตัวเลขที่เราเห็นเลยอาจไม่ใช่ความจริง

    ล่าสุด สำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งชาติจีน (SAMR) ได้ลงมือจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยดำเนินการกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่รวม 7 ราย ได้แก่ Pinduoduo, Meituan, JD.com, Taobao Flash Sale, Douyin, Taobao และ Tmall โดยมีค่าปรับรวมกว่า 3.597 พันล้านหยวนและยังมีการลงโทษตัวแทนทางกฎหมายของบริษัทเพิ่มเติมอีกเกือบ 20 ล้านหยวน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมหรือป้องกัน “ร้านผี” เหล่านี้ได้

    อ่านต่อได้ในคอมเมนต์ด้านล่าง

    อ่านต่อได้ที่ : https://www.amarintv.com/spotlight/economy/544845

    #Ecommerce #จีน #ผู้ค้าออนไลน์ #ธุรกิจออนไลน์ #SPOTLIGHT #มองขาดทุกโอกาสธุรกิจ #biz7

    https://www.facebook.com/share/1EMJhj3iQ4/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เริ่มแล้ว การซ้อมรบ ระหว่าง กองทัพ #อินเดีย กับ #กัมพูชา

    ล่าสุด อินเดีย ขนอาวุธ และ ทหาร ถึง สนามบิน กัมพูชา เรียบร้อยแล้ว

    ที่มาข่าว อยู่ในคอมเม้นท์ เพจ Duck News
    FB_IMG_1777809878893.jpg
    #cambodia #army #ducknews #เขมร

    https://www.facebook.com/share/1DcUY2JrTV/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มีรายงานว่า Forward Observations Group (FOG) กลุ่มกึ่งทหารอเมริกันที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ กำลังมีบทบาทสำคัญในการฝึกอบรมกองกำลังพิเศษของสหรัฐ รวมถึง MARSOC Green Berets และหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่แอฟริกา โดยเฉพาะในจิบูตีและโซมาเลีย ผ่านการนำบทเรียนจากสงครามยูเครนมาปรับใช้

    ตามรายงานของ Intelligence Online ระบุว่า FOG ทำหน้าที่เป็น "ศูนย์กลางลับ" ที่เชื่อมโยงระหว่างที่ปรึกษาทางทหารเอกชน หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐ (JSOC) และเครือข่ายข่าวกรองที่เชื่อมโยงกับ CIA แม้จะไม่มีสถานะทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ แต่กลุ่มนี้กลับมีอิทธิพลสูงในแวดวงปฏิบัติการพิเศษ

    FOG ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 โดย Derrick Bales อดีตทหารราบกองทัพบกสหรัฐ ร่วมกับอดีตเจ้าหน้าที่ Delta Force Navy SEAL และทหารผ่านศึกจากบริษัททหารเอกชน โดยเริ่มต้นจากการเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ ขายอุปกรณ์ และนำเสนอภาพลักษณ์แบบ Military Aesthetic

    บุคคลสำคัญในเครือข่าย ได้แก่ Nathan Colbert และ Daniel LeClair ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงกลาโหมยูเครน รวมถึงหน่วยงานที่เชื่อมโยงกับ CIA และ JSOC

    ตั้งแต่ต้นปี 2022 FOG ได้รับความสนใจมากขึ้นจากการปรากฏตัวในยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับหน่วยความมั่นคงของยูเครน เช่น กองพล Azov กองกำลังพิเศษของ SBU และทีมข่าวกรองจากหน่วยข่าวกรองยูเครน

    หลังการฝึกในเขตเทือกเขาคาร์เพเทียน นักรบบางส่วนถูกส่งต่อไปยังซูดาน เพื่อปฏิบัติภารกิจติดตามเส้นทางโลจิสติกส์ของรัสเซีย เหมืองทองคำ และซากเครือข่าย Wagner ภายใต้ฉากหน้าของความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการทหาร

    ศูนย์ฝึกหลักของ FOG ตั้งอยู่ที่ฐานทัพ Fort Bragg และ Camp Lejeune ในนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งใช้ฝึกหน่วยพิเศษของสหรัฐ โดยเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากสนามรบยูเครน โดยเฉพาะสงครามโดรน FPV สงครามอิเล็กทรอนิกส์ การรบในเมือง และการรับมือกับการรบในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการสนับสนุนจากปืนใหญ่หนัก

    หนึ่งในจุดเด่นของ FOG คือการพัฒนาแนวคิดการรบสำหรับสงครามรูปแบบใหม่ในอนาคต โดยนำบทเรียนจากการปะทะกับกองกำลังรัสเซียมาปรับใช้กับสภาพแวดล้อมใหม่ เช่น Sahel และ Horn of Africa ที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามแบบกระจายตัวและสงครามตัวแทน

    นอกจากการฝึกในสหรัฐแล้ว FOG ยังมีบทบาทสำคัญที่ Camp Lemonnier ประเทศจิบูตี ฐานทัพยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐในแอฟริกา โดยผู้สอนของกลุ่มทำหน้าที่ฝึกทั้งกองกำลังอเมริกันและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความขัดแย้งในภูมิภาค

    โดยรวมแล้ว FOG ถูกมองว่าเป็น "สายเชื่อมลับ" ระหว่างสนามรบยูเครน แอฟริกา และโครงสร้างปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสงครามยุคใหม่ ที่สามารถนำบทเรียนจากแนวหน้าไปประยุกต์ใช้ในอีกซีกโลกได้อย่างรวดเร็ว

    https://www.facebook.com/share/p/1BNU8MCioK/
     

แชร์หน้านี้

Loading...