ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่าน จะไม่ยอมหยุดพัฒนาโครงการนิวเคลียร์อย่างแน่นอน!

    พอได้อ่านบทวิเคราะห์หลายๆที่ นั่งดู Youtube หลายๆช่อง และตามดูสถานการณ์การเจรจากันอยู่ตอนนี้ ผมก็คิดขึ้นมาอย่างที่เขียนเปิดหัวบทความครับ

    ยิ่งกลับไปดูประวัติศาสตร์สงครามและความขัดแย้งในอดีต ยิ่งทำให้คิดเป็นอื่นไม่ได้ว่า อิหร่าน จะไม่ยอมโดนปลดอาวุธนิวเคลียร์แน่นอน

    ค่อยๆตามผมไปนะ

    ----------------------------

    ลิเบีย
    ปี 2003 ผู้นำสูงสุดอย่าง Qaddafi ตัดสินใจยกเลิกโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการคืนสู่เวทีโลก
    ปี 2011 - โดนล้มและถูกฆ่าอย่างโหดร้ายในข้างถนน

    อิรัก
    ปี 2003 Bush กล่าวหาว่า Saddam มี "Weapons of Mass Destruction" → สหรัฐฯตัดสินใจบุก → จับซัดดัมประหารชีวิต
    แต่พอหลังบุก → พบว่า Iraq ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เลย

    ยูเครน ผู้ซึ่งเคยเป็นเจ้าของคลังนิวเคลียร์ใหญ่อันดับ 3 ของโลก
    ตอนสหภาพโซเวียตล่ม ยูเครนมีหัวรบนิวเคลียร์เยอะมาก
    ปี 1994 ยูเครนยอมยกเลิกทั้งหมด แลกกับ "Budapest Memorandum" (สหรัฐฯ + อังกฤษ + รัสเซีย สัญญาว่าจะปกป้อง)
    ปี 2014 - รัสเซียยึดแคว้นไครเมีย
    ปี 2022 - รัสเซียบุกเต็มรูปแบบ
    ส่วน สหรัฐฯ กับอังกฤษ ทำได้แค่ส่งอาวุธมาช่วย — เพราะ Memorandum แค่ "Assurance" ไม่ใช่ "Guarantee"

    อดีตปธน.สหรัฐฯ Bill Clinton ที่เซ็น Memorandum ในวันนั้น ออกมายอมรับว่า "รู้สึกผิดมาก เพราะถ้ายูเครนยังมีนิวเคลียร์อยู่ ปูตินคงไม่กล้ากดไฟเขียวสั่งบุกแบบนี้"

    มาที่คนสุดท้ายครับ

    เกาหลีเหนือ - สร้างนิวเคลียร์ทั้งที่ถูกแซงก์ชั่น
    ปี 2003 ถอนตัวจาก NPT (Nuclear Non-Proliferation Treaty) → เริ่มสร้างนิวเคลียร์
    ปี 2018 ลุงทรัมป์เจอลุงคิมที่สิงคโปร์ เปิด iPad ให้ดู VDO "หยอดคำหวานว่า เกาหลีใต้จะสวยขนาดนี้เลยนะถ้ายอมยกเลิกนิวเคลียร์" พร้อม ชมว่า เกาหลีเหนือชายหาดสวย เหมาะทำคอนโด"
    ปี 2026 - ทรัมป์ ยังยืนยันว่า "ผมกับลุงคิมเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน"

    จากอดีตในหน้าประวัติศาสตร์ ผมว่า บทเรียนก็คือ

    1. ถ้ามีอยู่แล้ว แต่ยอมยกเลิกนิวเคลลียร์ จะเท่ากับ เตรียมตัวโดนล้ม

    2. ถ้าไม่มี ก็จะโดนบุก

    3. แต่ถ้ายังมีอยู่ จะได้คำหวานจากปากทรัมป์ว่า มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน!!

    เห็นแบบนี้ นักวิเคราะห์เขาก็โยนคำถามให้เราคิดกันต่อว่า แล้วอิหร่านจะเลือกทางไหน?

    ----------------------------

    ดังนั้น เราไม่ได้กำลังอยู่ในยุคใหม่ เฉพาะแค่ การค้าโลกที่เปลี่ยนไป, ดุลอำนาจพลังงานจะไม่เหมือนเดิม, โลกเทคโนโลยีที่จะก้าวกระโดด

    (ซึ่งแค่นี้ ก็เยอะแล้วนะ)

    ผมว่า เรากำลังเห็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ NPT (Nuclear Non-Proliferation Treaty) ใกล้พังลงเต็มที่แล้วครับ

    ตั้งแต่ปี 1968 NPT จำกัดประเทศที่มีนิวเคลียร์ไว้ 5 ประเทศ - สหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน, ฝรั่งเศส, อังกฤษ

    หลังจากนั้นมี 4 ประเทศที่แอบสร้าง — อินเดีย (1974), ปากีสถาน (ประกาศ 1998), อิสราเอล (ยังไม่ยอมรับเป็นทางการ), และ เกาหลีเหนือ (หลังถอนตัวจาก NPT 2003)

    ปัจจุบันมี 12 ประเทศที่ IAEA จัด "Latent Nuclear State" - แปลว่าสามารถสร้างนิวเคลียร์ได้หลักปี ถ้าตัดสินใจสร้าง!!

    ถ้าอิหร่านสร้างจริง - คนอื่นจะตามมาด้วยไหม? ใครคือ ตัวเต็งคนต่อไป?

    ซาอุดีอาระเบีย (คู่แค้นอิหร่าน)
    อียิปต์ (ไม่อยากแพ้ซาอุฯ)
    ตุรกี (อยากเป็น Regional Power)

    อีกเรื่องที่มันกำลังจะเปลี่ยนไป ก็คือ US Defense Umbrella ในเอเชียครับ

    ลุงทรัมป์ตั้งคำถามกับสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (Mutual Defense Treaty) มาตลอด

    ขู่เรื่อยๆ เรียกร้องเรื่อยๆ ให้คนโน้นคนนี้จ่ายเงิน ให้เอาผลประโยชน์มาแลก

    ผมว่า ทำแบบนี้ มันทำให้พันธมิตรเอเชีย (ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, ไต้หวัน) เริ่มไม่แน่ใจว่า "ถ้าจีนบุก ลุงทรัมป์จะมาช่วยจริงไหม?"

    ผลคือ โพลในเกาหลีใต้แสดงว่า 75% ของประชาชนสนับสนุนให้ประเทศมีนิวเคลียร์เอง (สูงสุดในประวัติศาสตร์)

    ส่วนใน ญี่ปุ่น ทั้งๆที่ประเทศที่เคยถูกระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิม่าและ นางาซากิ - แต่พอเป็นเรื่องการมีนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามอีกต่อไปครับ

    ----------------------------

    ☢️ เราอาจจะอยู่ในจุดเริ่มต้นของยุคที่อาจมีผู้นำประเทศบางประเทศ คิดขึ้นมาว่า "การมีนิวเคลียร์ = สิ่งจำเป็นพื้นฐานของรัฐ" และทำให้มันไม่ใช่สิ่งต้องห้ามอีกต่อไป

    ในประวัติศาสตร์ NPT คือสนธิสัญญาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการควบคุมอาวุธที่ทำให้โลกอยู่ในระเบียบนาน 60 ปี

    แต่ปี 2026 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของระเบียบนั้น

    เพราะจนถึงวันนี้ ไม่มีประเทศที่มีนิวเคลียร์ประเทศไหนเลยที่เคยถูกบุก ถูกยึดครอง หรือถูกขีดเส้นพรมแดนใหม่ — ถ้าอิรัก และ ลิเบีย มีนิวเคลียร์ พวกเขาคงไม่ถูกทำลายแบบที่เราเห็น"

    ที่สหรัฐฯ และ อิสราเอล กล้าบุกอิหร่านในวันนี้ เขากำลังทำ Preventive War ครับ

    คือ ถ้าเอาตามรายงาน IAEA รายงาน เขาบอกว่า อิหร่านมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ 60% จำนวนเพียงพอสำหรับสร้างหัวรบประมาณ 10 ลูก

    แต่... การมียูเรเนียม ≠ การมีระเบิดนิวเคลียร์ที่ใช้งานได้

    ขั้นตอนที่อิหร่านยังขาด:
    1. เสริมสมรรถนะจาก 60% → 90% (Weapons Grade) ใช้เวลาเป็นเดือน
    2. Warhead Design - ออกแบบหัวรบให้ระเบิดได้จริง
    3. Delivery System - มิสไซล์ที่บรรทุกหัวรบไปได้ระยะไกล + แม่นยำ
    4. Testing — ต้องทดสอบให้ใช้งานได้จริง

    หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ อ้างว่า อิหร่านน่าจะอยู่ที่ขั้นตอนที่ 1-2 แปลว่ายังห่างจาก "ระเบิดที่ใช้ได้จริง" สัก 6-18 เดือน

    และนี่คือเหตุผลที่สหรัฐฯ + อิสราเอล ชิงลงมือ "ก่อน" เพราะรู้ว่าหน้าต่างเวลามีจำกัด

    และ สมมตินะ ว่า อิหร่าน อยู่ในขั้นตอนที่ 1-2 จริงๆ แล้วกำลังถูกสหรัฐฯ บีบให้หยุดพัฒนานิวเคลียร์ และส่งมอบยูเรเนียมทั้งหมดเดี๋ยวนี้

    ผมถามอีกรอบ คุณมองว่า อิหร่านจะเลือกทางไหน?

    Mr.Messenger รายงาน

    https://www.facebook.com/share/18Wzd6XH6u/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “กองทัพมด” ขนน้ำมันอิหร่านทะลักชายแดนปากีสถาน หลังสหรัฐฯ บล็อกทะเล — เมื่อ Sanctions เจอรถกระบะพันคัน

    ภาพมุมสูงจากโซเชียล @officialrnintel เมษายน-พฤษภาคม 2026: รถกระบะสีฟ้า-ขาว Zamyad นับพันคัน จอดแน่นขนัดกลางหุบเขา Balochistan ชายแดนอิหร่าน-ปากีสถาน

    นี่ไม่ใช่ขบวนงานวัด แต่คือ “กองทัพมด” ขนน้ำมันเถื่อนจากอิหร่านเข้าปากีสถาน ยาวเป็นกิโล

    ---

    เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันออกไม่ได้ รถกระบะเลยต้องออกแทน

    สถานการณ์:

    สหรัฐฯ บล็อกทางทะเล + วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ → เรือถังอิหร่านส่งออกไม่ได้ คลังเก็บน้ำมันบนบกด่วน

    อิหร่านเคยจับ แต่ตอนนี้โบกมือให้ผ่าน → ดีกว่าปล่อยให้โรงกลั่นล่ม บ่อน้ำมันระเบิด

    น้ำมันอิหร่านถูกจัดเต็ม: รัฐอุดหนุนหนัก ลิตรละไม่ถึง 10 บาท เทียบปากีสถาน 30+ บาท ส่วนต่างคือกำไร

    ผลลัพธ์: รถกระบะ รถมอไซค์ ถังพลาสติก วิ่งข้ามทะเลทรายวันละ 5-10 ล้านลิตร กลายเป็น lifeline ของคนชายแดน Balochistan

    ตรงนี้ลองคิดดู ถ้าคุณเป็นเตหะราน โดนปิดประตูทะเล แต่คลังน้ำมันจะระเบิด คุณจะเลือกอะไร ระหว่างจับคนลักลอบ กับเปิดไฟเขียวให้ “กองทัพมด” ช่วยระบายของออก

    นั่นแหละที่อิหร่านเลือกข้อสอง. ถ้าท่านใดสงสัยเรื่องบ่อน้ำมันทำไมปิดไม่ได้เพจเคยลงข้อมูลไว้ครับ

    หมากการเมืองเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย

    สหรัฐฯ: ใช้ “เศรษฐกิจเป็นอาวุธ” กดดันทางทะเล หวังให้อิหร่านขาดรายได้

    อิหร่าน: สวนกลับด้วย “เศรษฐกิจระดับรากหญ้า” ปล่อยกองทัพมดวิ่งทางบก sanctions บล็อกเรือได้ แต่บล็อกรถกระบะพันคันไม่ได้

    ปากีสถาน: รู้ว่าเถื่อน แต่ก็หลับตาข้างหนึ่ง เพราะคนชายแดนต้องกินต้องใช้
    แม้รัฐบาลอิสลามาบัดสูญรายได้ภาษีปีละหลายพันล้านดอลลาร์
    แต่ปราบจริงๆจังๆ = คนอดตาย

    ความเสี่ยง: รถติดยาว ไฟไหม้ ระเบิดทีเดียวตายหมู่ เคยเกิดมาแล้ว แต่คนก็ยังวิ่ง เพราะ

    “เสี่ยงตาย ดีกว่าอดตาย”

    สหรัฐฯ ปิดประตูทะเล อิหร่านเลยเปิดประตูหลังบ้าน

    Sanctions บล็อกเรือบรรทุกน้ำมันได้ แต่บล็อก “กองทัพมด” พันคันไม่ได้

    นี่คือบทเรียนราคาแพง: ยิ่งบีบมากเท่าไหร่ รูรั่วยิ่งเยอะเท่านั้น

    ถ้าไทยโดนบล็อกส่งออกทางเรือแบบอิหร่าน เรามี “ประตูหลังบ้าน” ทางบกแบบนี้ให้ใช้ไหม หรือเราจะจอดสนิท แท็กเพื่อนสายเศรษฐศาสตร์มาแชร์กัน

    3 พฤษภาคม 2569 / คัดข่าว - หาดใหญ่
    ที่มา: โซเชียล Balochistan, Reuters, ข้อมูลผู้ค้าน้ำมันชายแดน

    #กองทัพมด #อิหร่าน #ปากีสถาน #Sanctions #Geopolitics #ราคาน้ำมัน

    https://www.facebook.com/share/1847CJdMBc/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตาร้อนเบอร์ไหน ถึงขนาดที่ กษัตริย์ กัมพูชา ไม่ได้ถูกเชิญ ไปร่วมงาน ที่สวีเดน

    ชาวเน็ต #เขมร รวมทั้งอินฟลู ทั้งหลาย แห่เปิดวอร์ กับ #สวีเดน ทันที

    เดี๋ยว สวีเดน เขาก็ แถม ไข่กริพเพ่น ให้อีกหรอก

    ที่มาข่าว ไปดูตามเพจ อินฟลู เขมร ได้เลย

    #cambodia #ducknews #กัมพูชา

    https://www.facebook.com/1000524024...1nkLiFp6ukY8m14on6GCTJzNe6al/?mibextid=NOb6eG
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนสกัดคว่ำบาตรสหรัฐ ปกป้องน้ำมันอิหร่าน เกมพลังงานเดือด

    ความตึงเครียดรอบนี้ไม่ใช่แค่การเมือง แต่มันคือ “สงครามพลังงานเงียบ” ที่เริ่มชัดขึ้นทุกวัน

    เมื่อ China ออกคำสั่งโดยตรงจากกระทรวงพาณิชย์
    “ห้ามบริษัทจีนปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของ United States”

    เป้าหมายคือโรงกลั่น 5 แห่ง
    รวมถึง Hengli Petrochemical และกลุ่มโรงกลั่นเอกชนที่เรียกว่า “teapot”

    เหตุผลตรงไปตรงมา
    จีนบอกว่าสหรัฐกำลังใช้กฎหมายของตัวเอง ไปควบคุมธุรกิจของประเทศอื่น ซึ่ง “ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ”

    แต่เบื้องหลังจริงคือเรื่อง “พลังงาน”

    จีนคือลูกค้ารายใหญ่ของน้ำมันอิหร่าน
    รายได้ส่วนนี้เป็นเส้นเลือดหลักของ Iran

    ถ้าหยุดซื้อ
    ไม่ใช่แค่ supply จีนสะดุด
    แต่จะกระทบเสถียรภาพทั้งภูมิภาค

    คำถามคือ ทำไมต้องเกิดตอนนี้

    คำตอบอยู่ที่ 2 เรื่อง

    หนึ่ง ราคาพลังงานโลกยังผันผวน
    หลังสงครามและ geopolitics หลายจุดยังไม่จบ

    สอง กลุ่ม BRICS กำลังพยายาม “ลดการพึ่งพาระบบการเงินสหรัฐ”
    ทั้งในแง่สกุลเงินและระบบการค้า

    น้ำมันคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด

    สิ่งที่จีนทำครั้งนี้
    ไม่ใช่แค่ปกป้องบริษัทตัวเอง

    แต่มันคือการ “ท้าทายอำนาจ sanctions” ของสหรัฐแบบเปิดหน้า

    ในมุมการลงทุน เรื่องนี้ใหญ่กว่าที่เห็น

    ถ้า sanctions เริ่มถูก ignore มากขึ้น
    เครื่องมือหลักของสหรัฐในการควบคุมโลกจะอ่อนลง

    นั่นแปลว่า

    * การค้าพลังงานอาจ shift ไปใช้สกุลเงินอื่นมากขึ้น
    * น้ำมันอิหร่านจะยังอยู่ในตลาด ทำให้ supply ไม่ตึงเท่าที่ควร
    * ราคาน้ำมันระยะกลางอาจถูก “กดไว้” จาก supply ทางเลือก

    แต่ในอีกด้าน
    ความเสี่ยง geopolitics จะสูงขึ้น

    ทุกครั้งที่มหาอำนาจ “ไม่เล่นตามกติกาเดียวกัน”
    ตลาดมักจะตอบสนองด้วยความผันผวน

    เงินอาจไม่ไหลออก
    แต่จะ “เลือกที่อยู่” มากขึ้น

    พลังงาน, ทองคำ, และสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับระบบเดียว
    จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ
    ประเทศอื่นจะ “กล้าทำตามจีน” แค่ไหน

    และถ้าวันหนึ่ง sanctions ใช้ไม่ได้ผลเหมือนเดิม
    โครงสร้างอำนาจของเศรษฐกิจโลกอาจเปลี่ยนเร็วกว่าที่คิด

    https://www.facebook.com/share/p/14Zv7EYFQgd/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    (May 3) ญี่ปุ่น ‘หันพึ่งรัสเซีย’ ยอมซื้อน้ำมันดิบมอสโก : สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า Taiyo Oil โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของญี่ปุ่น หันมา “ซื้อน้ำมันดิบรัสเซีย” เพื่อกระจายแหล่งจัดหา และสร้างความมั่นคงด้านอุปทาน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า “หน่วยงานรัฐ” ได้ขอให้ Taiyo เข้าซื้อน้ำมันล็อตนี้

    สำหรับน้ำมันดิบรัสเซีย มี “ความเบากว่า” น้ำมันจากตะวันออกกลางซึ่งญี่ปุ่นเคยพึ่งพาสูงถึง 95% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด โดย Taiyo ซึ่งเคยใช้น้ำมันจากรัสเซียมาก่อนช่วงรัสเซียบุกยูเครน ระบุว่า สามารถนำน้ำมันจากรัสเซียมาผ่านกระบวนการกลั่นได้โดยไม่มีปัญหา

    “สงครามตะวันออกกลาง” ได้ตอกย้ำความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันในภูมิภาคนี้ของญี่ปุ่น ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันญี่ปุ่นเริ่มเร่งกระจายแหล่งจัดหา โดย Cosmo Energy Holdings ได้นำเข้าน้ำมันดิบสหรัฐ 910,000 บาร์เรลในช่วงปลายเดือนเมษายน

    ขณะเดียวกัน รัสเซีย ก็ได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะผู้จัดหาน้ำมัน รวมถึงจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้พบกับประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซีย ที่กรุงมอสโกเมื่อวันที่ 13 เมษายน และได้ร้องขอผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

    ทั้งนี้ รายได้รัสเซียจากการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเล “พุ่งขึ้น 115%” เมื่อเทียบรายเดือนในเดือนมีนาคม ตามข้อมูลของศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาดของฟินแลนด์
    ขณะที่รายได้รวมจากการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น 52% แตะระดับสูงสุดรายเดือนในรอบ 2 ปี

    Source: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1232183

    เพิ่มเติม
    - Japan Buys Russian Oil As Middle East Supply Chains Dry Up : https://russiaspivottoasia.com/japan-buys-russian-oil-as-middle-east-supply-chains-dry-up/

    https://www.facebook.com/share/18Qbotkbyk/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนหยุดซื้อน้ำมัน อินเดียรับแทน 605% เกมน้ำมันเปลี่ยน

    ในโลกพลังงาน ไม่มีคำว่า “หายไป” มีแต่ “ย้ายที่ไปอยู่”

    ปีที่แล้ว China ซื้อน้ำมันจาก Venezuela ถึง 242,000 บาร์เรลต่อวัน
    วันนี้เหลือ “ศูนย์”

    แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ
    ยอดส่งออกของเวเนซุเอลากลับ “เพิ่มขึ้นเท่าตัว”

    จาก 470,000 บาร์เรล/วัน → 1.16 ล้านบาร์เรล/วัน

    คำถามคือ น้ำมันหายไปไหน?

    คำตอบคือ India

    อินเดียเพิ่มการซื้อน้ำมันเวเนซุเอลาขึ้น 605% ภายในปีเดียว
    กลายเป็นผู้เล่นหลักแทนจีนทันที

    และเบื้องหลังไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

    ก่อนหน้านี้ United States กดดันให้อินเดียลดการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน
    แต่ในเวลาเดียวกัน กลับ “เปิดช่อง” ให้เวเนซุเอลาเข้ามาแทน

    นี่คือ geopolitics แบบใหม่

    ไม่ได้หยุด supply
    แต่ “เปลี่ยนเส้นทาง”

    สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อน 3 เรื่องใหญ่

    หนึ่ง น้ำมันยังเป็นเกมของอำนาจ
    ใครซื้อจากใคร ไม่ได้ขึ้นกับราคาอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ “ความสัมพันธ์”

    สอง sanctions ไม่ได้ทำให้ supply หาย
    แค่ทำให้มัน “ไหลอ้อม”

    สาม ประเทศอย่างอินเดียกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญ
    ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค แต่เป็น “ตัวกลางของสมดุลโลก”

    ในมุมลงทุน เรื่องนี้ลึกกว่าราคาน้ำมันระยะสั้น

    เพราะมันกำลังบอกว่า
    โครงสร้าง supply chain โลก “ยืดหยุ่นขึ้น”

    ถ้าน้ำมันจากประเทศที่โดนคว่ำบาตรยังหาทางออกได้
    ราคาน้ำมันในระยะยาวจะถูกกดไม่ให้พุ่งแรง

    แต่ในอีกด้าน
    ความไม่แน่นอนจะสูงขึ้น

    เพราะ flow ของพลังงาน
    ขึ้นอยู่กับการเมืองมากกว่าตลาด

    สินทรัพย์ที่เคย predictable จะเริ่มคาดเดายากขึ้น

    และนี่คือจุดที่นักลงทุนต้องคิดใหม่
    ไม่ใช่แค่ดู demand-supply

    แต่ต้องดูว่า
    “ใครยอมเล่นตามเกมของใคร”

    สิ่งที่ยังต้องจับตาคือ
    จีนจะปล่อยตลาดนี้ไปจริงหรือแค่ถอยชั่วคราว

    และถ้าอินเดียกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของน้ำมันโลก
    สมดุลอำนาจอาจเปลี่ยนเร็วกว่าที่หลายคนคิด

    https://www.facebook.com/share/1H43RDYtBq/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "เวียดนาม" ยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจ 890 รายการ ปฏิรูปการบริหารครั้งใหญ่
    .
    | สู่อาเซียน | ASEAN Roundup - รัฐบาลเวียดนามได้ออกมติใหม่ 8 ฉบับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดขั้นตอนที่ล่าช้า (Red Tape) กระจายอำนาจการตัดสินใจ พร้อมทั้งปรับลดความซับซ้อนของขั้นตอนทางราชการและเงื่อนไขทางธุรกิจในหลากหลายภาคส่วน
    .
    การปฏิรูปครั้งนี้ครอบคลุมหลายกระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า, เกษตรและสิ่งแวดล้อม, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ศึกษาธิการและการฝึกอบรม, วัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว, สาธารณสุข และความมั่นคงสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีมติร่วมที่นำโดยกระทรวงยุติธรรมซึ่งครอบคลุมอีก 7 ภาคส่วน ได้แก่ กลาโหม, มหาดไทย, การคลัง, การก่อสร้าง, การต่างประเทศ, ยุติธรรม และธนาคารกลาง
    .
    มติใหม่ 8 ฉบับ ได้ ยกเลิกขั้นตอนทางราชการ 184 ขั้นตอน การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น134 ขั้นตอน และปรับลดความซับซ้อนเพิ่มเติม 349 ขั้นตอน
    ในด้านธุรกิจ ยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจ 890 รายการ และปรับปรุงประสิทธิภาพอีก 4 รายการ
    .
    การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลให้มีการแก้ไขและเพิ่มเติมเอกสารทางกฎหมายรวมทั้งสิ้น 164 ฉบับ (ประกอบด้วยมติรัฐบาล 2 ฉบับ, กฎหมาย 155 ฉบับ และคำสั่งนายกรัฐมนตรี 6 ฉบับ) ซึ่งทำให้รัฐบาลบรรลุเป้าหมายหลักทั้ง 4 ประการในการลดขั้นตอนทางราชการ ผ่อนปรนเงื่อนไขทางธุรกิจ และเสริมสร้างการกระจายอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    .
    ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันขั้นตอนทางราชการในระดับส่วนกลางมีสัดส่วนเหลือเพียงประมาณ 27% ของทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่เป้าหมายการปฏิรูปประเทศกำหนดไว้ที่ 30% ขณะที่ระยะเวลาและต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับปี 2024
    .
    ด้านความมั่นคงสาธารณะ ได้ยกเลิกขั้นตอนการจัดเก็บและอัปเดตข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometric Data) เช่น DNA และบันทึกเสียง ในฐานข้อมูลประจำตัวประชาชนระดับกระทรวงและจังหวัด รวมถึงยกเลิกขั้นตอนการออกบัญชีระบุตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-ID) ระดับ 1 และ 2 สำหรับชาวต่างชาติ
    .
    ด้านวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว มีการกระจายอำนาจ 16 ขั้นตอน ปรับลดความซับซ้อน 10 ขั้นตอน และยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจ 4 รายการ รวมถึงเงื่อนไขการจัดแสดงศิลปะ การประกวด เทศกาล การประกวดนางงาม และการส่งตัวแทนชาวเวียดนามเข้าร่วมประกวดนางแบบหรือนางงามระดับนานาชาติ
    .
    ด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อม: การปฏิรูปครอบคลุม 15 ด้าน โดยเฉพาะการยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการที่ปรึกษาด้านการสำรวจที่ดิน การประเมินราคาที่ดิน และการวางผังเมือง
    .
    ด้านการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาที่ลงทุนโดยต่างประเทศ สำนักงานตัวแทนผู้ให้บริการการศึกษาต่างชาติในเวียดนาม ไปจนถึงบริการแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ
    .
    ด้านสาธารณสุข: กระจายอำนาจการตัดสินใจเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารและการออกใบอนุญาตทางการแพทย์ พร้อมยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจหลายประการ เช่น ความปลอดภัยทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการ บริการฉีดวัคซีน การฝึกอบรมทางคลินิก และบริการบำบัดผู้ติดสารกลุ่มโอปิออยด์ (Opioid)
    .
    ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: ปฏิรูปใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ มาตรฐานและการวัดคุณภาพ, โทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต, ความปลอดภัยทางรังสีและนิวเคลียร์, บริการไปรษณีย์, เทคโนโลยีสารสนเทศ และกิจกรรมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
    .
    ด้านอุตสาหกรรมและการค้า: ปรับปรุงขั้นตอนและเงื่อนไขทางธุรกิจใน 10 สาขา ตั้งแต่เคมีภัณฑ์, ไฟฟ้า, ยาสูบ, ปิโตรเลียม ไปจนถึงอีคอมเมิร์ซ, การค้าระหว่างประเทศ, การนำเข้า-ส่งออก, การส่งเสริมการค้า, ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมในท้องถิ่น การปฏิรูปเพิ่มเติมยังครอบคลุมไปถึงภาคส่วนอื่นๆ เช่น การป้องกันประเทศ, การบริหารงานภาครัฐ, การคลัง, การก่อสร้าง, การต่างประเทศ
    .
    ติดตามอ่านหลากหลายประเด็นน่าสนใจใน ASEAN Roundup ประจำวันที่ 26 เม.ย. - 2 พ.ค. 2569 ได้ที่ [คอมเมนต์]
    .
    ที่มาภาพ: news.tuoitre
    .
    #เวียดนาม #ปฏิรูปบริหารประเทศ #สู่อาเซียน #ASEANRoundup #ไทยพับลิก้า #Thaipublica
    https://www.facebook.com/share/1CQLDVp4zA/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หลังจากสื่อ เขมร ไปตีข่าว ว่า ทุเรียนไทย ขายไม่ออก จนต้องไป ไลฟ์สด ลดราคา

    ล่าสุด #เขมร อาการหนัก กลัวทุเรียนไทย โผล่ไปขาย สวมสิทธิ์ใน กัมพูชา ถึงขั้นให้เจ้าหน้าที่เฝ้า และคอยตรวจสอบ

    พอเจ้าหน้าที่เขาไปตรวจสอบ ก็พบว่า ไม่ใช่

    สรุปปั่นกันไปเอง

    ที่มาข่าว อยู่ในคอมเม้นท์ เพจ Duck News

    FB_IMG_1777797611262.jpg FB_IMG_1777797645565.jpg FB_IMG_1777797547022.jpg

    #cambodia #กัมพูชา #ทุเรียน #ducknews

    https://www.facebook.com/share/18a7eRcmhf/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "The Boiling Point" — สรุปสถานการณ์สงครามและภูมิรัฐศาสตร์ ณ.สิ้นวันที่ 2 พฤษภาคม 2026... เมื่อสันติภาพเป็นเพียงฉากบังหน้า แต่เข็มนาฬิกาสงครามกำลังถูกรีเซ็ตเพื่อรอวันปะทุใหม่!
    FB_IMG_1777799561772.jpg FB_IMG_1777799564004.jpg
    แม้จะมีคำประกาศหยุดยิงหรือการพักรบในบางจุด แต่ภาพรวม ณ.สิ้นวันที่ 2 พฤษภาคม กลับชี้ให้เห็นว่าทุกฝ่ายกำลังขยับหมากเพื่อเตรียมรับมือกับ "พายุลูกใหญ่" ที่กำลังจะมาถึง นี่คือสรุปเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางของภูมิภาคในขณะนี้:

    สหรัฐฯกับเล่ห์เหลี่ยมกฎหมายและเร่งระบายอาวุธ:

    ➡️การเลี่ยงกฎหมาย 60 วัน: รัฐบาล Trump พยายามใช้ช่องว่างทางกฎหมาย (https://www.facebook.com/share/p/1CR4xsmEur/) เพื่อคงอำนาจการทำสงครามต่อโดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา โดยอ้างการ "รีเซ็ต" ระยะเวลาใหม่หลังการหยุดยิงเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของ War Powers Act

    ➡️ยิ่งไปกว่านั้น แผนการของสหรัฐฯในการจัดหา (https://www.facebook.com/share/p/1EgGVjgaEw/) ระบบป้องกันภัยทางอากาศให้กับอิสราเอลและกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งคลังอาวุธของพวกเขาถูกใช้ไปจนหมดระหว่างการสู้รบ บ่งชี้ถึงการเตรียมการทำสงคราม ยิ่งไปกว่านั้นความตั้งใจที่จะขายอาวุธเหล่านี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเร่งรีบในการกระทำของสหรัฐฯ

    อิหร่าน: การคุมน่านน้ำที่สวนทางกับวิกฤตภายใน:

    ➡️ช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพเรืออิหร่าน ภาพถ่ายดาวเทียมยืนยันเรื่องนี้ โดยแสดงให้เห็นเรือเล็กหลายสิบลำลาดตระเวนอยู่ในน่านน้ำ (https://www.facebook.com/share/p/1B7zKpUYqP/) ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่ากองเรืออิหร่านพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง

    ➡️การควบคุมช่องแคบไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจของอิหร่าน ซึ่งกำลังเติบโตขึ้น "เนื่องจาก" นโยบายที่เข้มงวดเกินไปของผู้นำ IRGC ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งรวมถึงการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตและไม่คาดว่าจะมีการปรับปรุงใดๆ

    สมรภูมิเลบานอนและซีเรีย:

    ➡️ในเลบานอน การทิ้งระเบิดพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นของ IDF ได้ทวีความรุนแรงขึ้น (https://www.facebook.com/share/p/1ETBXCpZrq/) ซึ่งอาจเป็นการ "ชดเชย" สำหรับการหมุนเวียนหน่วยที่ถูกบังคับเนื่องจากความสูญเสียจากฮิซบอลลาห์ การเคลื่อนไหวนี้ยังคงรักษาขีดความสามารถในการรบที่สามารถไม่เพียงแต่ยิงถล่มตำแหน่งของอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังสามารถทำลายโดรนได้อีกด้วย (https://www.facebook.com/share/v/18fsq2YWtP/)

    ➡️ในซีเรีย ระบอบการปกครองของอัล-จูลานี ยังคงแสดงให้เห็นถึงความไร้ความสามารถในการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง: "กองกำลังรักษาความปลอดภัย" ที่ภักดีต่อทางการชุดใหม่ไม่สามารถควบคุมกลุ่มหัวรุนแรงที่พร้อมจะจับอาวุธได้ทุกเมื่อที่ถูกยั่วยุ

    ภัยคุกคามใหม่ในอ่าวเอเดน:

    ➡️กลุ่มโจรสลัดมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นในอ่าวเอเดน และหลังจากพยายามหลายครั้งไม่สำเร็จ พวกเขาก็สามารถยึดเรือบรรทุกน้ำมันได้ (https://www.facebook.com/share/p/18eDX2V3xb/) สถานการณ์น่าจะเลวร้ายลงเนื่องจากการเบี่ยงเบนเส้นทางของเรือบางลำจากการรักษาความปลอดภัยในอ่าวไปเสริมกำลังกลุ่มต่อต้านอิหร่าน

    Insight:
    สงครามไม่ได้จบลง แต่มันกำลัง "เปลี่ยนรูปโฉม"!

    สิ่งที่เกิดขึ้น ณ.สิ้นวันที่ 2 พฤษภาคม คือการที่ทุกฝ่ายกำลังกักตุนทรัพยากรและหาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว การที่สหรัฐฯเร่งขายอาวุธและอิหร่านยอมปิดประเทศเพื่อคุมอำนาจ คือสัญญาณชัดเจนว่าไม่มีใครเชื่อในสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่ นี่คือการเตรียมตัวสำหรับ "Phase 2" ที่จะรุนแรงและซับซ้อนกว่าเดิม โดยมีเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพของน่านน้ำสากลเป็นตัวประกัน!

    ❗ สรุป: สหรัฐฯเลี่ยงกฎหมายสภาเพื่อจ่อทำสงครามต่อ... อิหร่านยังคุมฮอร์มุซแน่นสวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ... อิสราเอลใช้การทิ้งระเบิดหนักปกปิดการหมุนเวียนทหาร... และโจรสลัดโซมาเลียเริ่มฉวยโอกาสทองยึดเรือน้ำมัน... นี่คือสภาวะ "สงครามในคราบสันติภาพ" ของแท้!

    03/06/2026

    #ZFrontier #IranWarUpdate #TrumpStrategy #HormuzBlockade #IDFvsHezbollah #SyriaCrisis #MaritimePiracy #Geopolitics2026 #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/18YNyQWkoH/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯจะถอนทหารออกจากเยอรมนีมากกว่า 5,000 นายอย่างแน่นอน
    FB_IMG_1777799693160.jpg
    อย่างไรก็ตาม สื่อบางสำนักเขียนว่านี่คือ "การแก้แค้น" ของทรัมป์ต่อเมอร์ซที่เยอรมนีปฏิเสธที่จะช่วยเหลือสหรัฐฯในความขัดแย้งกับอิหร่าน

    นอกจากหน่วยทหารสหรัฐฯแล้ว เยอรมนียังเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการแอฟริกา (AFRICOM), โรงพยาบาลทหารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐฯนอกสหรัฐฯ, และฐานทัพอากาศแรมสไตน์ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของสหรัฐฯในยุโรปในหลายๆด้าน

    03/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/18i4cqp2YN/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "The Siege of Attrition" — สรุปสถานการณ์เลบานอนตอนใต้ 2 พฤษภาคม 2026... เมื่อ IDF รุกไม่คืบแต่โหมทิ้งระเบิดหนัก! การ 'ถอนกำลังเพื่อจัดทัพ' ท่ามกลางพายุโดรน FPV ของฮิซบอลลาห์!
    FB_IMG_1777799741506.jpg
    กิจกรรมทางอากาศของอิสราเอลเหนือเลบานอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสองวันที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลได้ทิ้งระเบิดทางตอนใต้ของประเทศอย่างต่อเนื่อง บางครั้งสามารถโจมตีได้หลายสิบครั้งในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

    ขณะเดียวกันอิสราเอลไม่ได้ยึดครองดินแดนใหม่ใดๆในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามกองทัพอิสราเอลยังคงเสริมกำลังป้องกันในตำแหน่งที่มีอยู่ ซึ่งอย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถป้องกันการโจมตีตอบโต้ของฮิซบอลลาห์ได้เสมอไป

    ➡️การโจมตีด้วยโดรน FPV กำลังสร้างความเจ็บปวดให้กับอิสราเอลมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่ทหารของกองทัพอิสราเอลเริ่มยอมรับอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ฮิซบอลลาห์ยังไม่หมดทรัพยากรอื่นๆ: นอกเหนือจากภาพวิดีโอการทำลาย (https://www.facebook.com/share/v/1BK3m7FVH9/) โดรน Hermes-450 ของอิสราเอลแล้ว กลุ่มยังได้โพสต์วิดีโอการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน "ธรรมดา" ต่อตำแหน่งของศัตรูอีกด้วย

    ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ข่าวลือเกี่ยวกับการถอนกำลังทหารอิสราเอลบางส่วน (https://www.facebook.com/share/p/1EiwjVBtTW/) ดูเหมือนจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ การที่ไม่มีการรุกคืบและปฏิบัติการทางอากาศที่เข้มข้นขึ้นเป็นการยืนยันเรื่องนี้ทางอ้อม: เป็นไปได้ว่ากองทัพอิสราเอลกำลังพยายามชดเชยการลดจำนวนกำลังพลแนวหน้าในช่วงการปรับกำลังด้วยการโจมตีครั้งใหญ่ในพื้นที่ชายแดน

    03/05/2026

    #ZFrontier #LebanonFront2026 #IDFvsHezbollah #DroneWarfare #FPVDroneImpact #Hermes450Down #SouthLebanonConflict #MilitaryRotation #Geopolitics #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/1CumY945NB/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "The Swarm vs. The Blockade" — เมื่อทรัมป์บอกจมเรืออิหร่านหมดแล้ว แต่กองเรือเล็กของ IRGC ยังว่อนช่องแคบฮอร์มุซ! หมาก 'จ่ายค่าผ่านทาง' สุดแสบ... กับความจริงที่ว่าการปิดล้อมนี้ไม่ได้มีแค่สหรัฐฯที่ทำได้!

    ดูเหมือนว่าคำประกาศชัยชนะเหนืออิหร่านของ Donald Trump จะเจอกับบททดสอบความจริงเข้าอย่างจัง เมื่อภาพถ่ายล่าสุดจากช่องแคบฮอร์มุซเผยให้เห็นกองเรือเล็กจำนวนมหาศาลของ IRGC ที่ยังคงลาดตระเวนอย่างเข้มข้น สวนทางกับวาทกรรมที่ว่ากองเรืออิหร่านถูกทำลายพินาศไปแล้ว

    สถานการณ์ "ใครปิดล้อมใคร" ในฮอร์มุซ:

    ▪️หมากเจรจาหรือภาพลวงตา: มีรายงานว่าอิหร่านอาจผ่อนปรนข้อเรียกร้องเพื่อแลกกับการยกเลิกการปิดล้อมจากสหรัฐฯ แต่ในทางปฏิบัติเตหะรานยังคงคุมเข้มการเข้าออกอย่างเด็ดขาด

    ▪️ระบบคัดกรองเรือ: เรือของอิสราเอลถูกสั่งแบนถาวร ในขณะที่เรือจากประเทศพันธมิตรต้องได้รับความยินยอมจาก IRGC ก่อนผ่าน ส่วนเรือจากชาติที่เป็นกลางหรือศัตรูต้องจ่ายสิ่งที่เรียกว่า "ค่าชดเชย" ถึงจะเดินทางต่อได้

    ▪️กองเรือเล็ก (Small Boat Swarm): ภาพออนไลน์ยืนยันว่าเรือเล็กของอิหร่านยังคงทำหน้าที่ลาดตระเวน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงในการ "ควบคุม" เรือพลเรือนและการวางทุ่นระเบิด แม้จะยังไม่เคยถูกทดสอบสมรรถนะในการดวลกับเรือรบที่สนับสนุนโดยกองทัพอากาศอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม

    Insight:
    นี่คือการตบหน้าคำพูดของ Trump ที่เคยประกาศว่าจะ "จมกองเรืออิหร่านให้สิ้นซาก" มานับครั้งไม่ถ้วน!

    สิ่งที่เราเห็นคือสภาวะ "การปิดล้อมซ้อนการปิดล้อม" (Double Blockade) ในขณะที่สหรัฐฯปิดล้อมอิหร่านจากโลกภายนอก แต่อิหร่านก็ใช้กองเรือเล็กเหล่านี้ปิดล้อมเส้นทางพลังงานโลกที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปในตัวด้วย

    หมากเกมนี้ของ IRGC คือการพิสูจน์ว่ายุทโธปกรณ์ราคาถูกแต่มีจำนวนมหาศาล สามารถลดทอนความน่าเชื่อถือของมหาอำนาจที่มีอาวุธล้ำสมัยได้ การที่อิหร่านเรียกเก็บ "ค่าชดเชย" คือการเปลี่ยนชัยภูมิให้กลายเป็น "ด่านเก็บเงิน" ระดับโลก ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้แล้ว ยังเป็นการประกาศศักดาเหนืออธิปไตยทางทะเลที่สหรัฐฯพยายามจะเข้ามาควบคุม สงครามในอิหร่านอาจถูกบอกว่า "จบแล้ว" ในสุนทรพจน์ แต่ในช่องแคบฮอร์มุซ... มันเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ตึงเครียดที่สุด!

    ❗ สรุป: กองเรือเล็กอิหร่านยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ สวนทางคำพูด Trump... ตั้งด่านเรียกเก็บ "ค่าชดเชย" เรือศัตรูและชาติที่เป็นกลาง... ใช้ยุทธวิธีเรือเล็กคุมการเดินเรือพลเรือนและวางทุ่นระเบิด... และนี่คือความจริงที่ว่าอำนาจในน่านน้ำนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนมือไปอย่างที่ทำเนียบขาวพยายามจะบอก!

    03/05/2026

    #ZFrontier #HormuzBlockade #IRGCNavy #TrumpVsIran #MaritimeConflict2026 #PersianGulfTension #SmallBoatSwarm #Geopolitics #ZFrontierElite

    https://www.facebook.com/share/p/1DF9tjHM1e/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【นักวิจารณ์จีนงงหนัก! “หุ้นสหรัฐขึ้นก็เรียกว่าฟองสบู่จะแตก” — ตรรกะแบบไหน?】

    เสียงสะท้อนจากผู้ชมคลิปวิเคราะห์เศรษฐกิจในโซเชียลจีน ตั้งคำถามต่อวาทกรรม “หุ้นสหรัฐกำลังจะพัง” ที่แพร่หลายในสื่อจีนช่วงตลาดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ในช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง โดยดัชนี Nasdaq ปิดทะลุระดับ 25,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และดัชนี S&P 500 ก็ทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน คลิปวิเคราะห์เศรษฐกิจจำนวนมากในแพลตฟอร์มโซเชียลของจีน กลับยังคงเดินหน้านำเสนอวาทกรรม “หุ้นสหรัฐกำลังจะถล่ม” (美股要崩盘) อย่างต่อเนื่อง จนเกิดเสียงวิจารณ์จากผู้ชมชาวจีนเองที่เริ่มตั้งคำถามต่อตรรกะดังกล่าว

    ผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งโพสต์ความเห็นหลังดูคลิปวิเคราะห์ว่า:

    “ดูคลิปแล้วทนไม่ไหวแล้ว เขาบอกว่าหุ้นสหรัฐที่ขึ้นไปแล้วคือกำลังจะถล่ม — ขึ้นได้ยังเรียกว่าจะถล่ม นี่มันตรรกะแบบไหนกัน คิดยังไงก็คิดไม่ออก แล้วยังบอกอีกว่าฟองสบู่หุ้นสหรัฐจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ใกล้แตกแล้ว… โอ้โห สุดยอดจริงๆ”

    ที่มาของวาทกรรม “ฟองสบู่ AI”

    ความเห็นดังกล่าวสะท้อนปรากฏการณ์ที่สำนักวิเคราะห์จีนหลายแห่ง รวมถึงสำนักข่าวการเงินรายใหญ่ ต่างทยอยปล่อยบทวิเคราะห์ในทิศทางเดียวกันมาตลอดปลายปี 2025 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2026 โดยเน้นไปที่ “ฟองสบู่ AI” ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบรายงานของสถาบันการเงินระดับโลก พบว่าภาพไม่ได้เป็นขาวดำชัดเจนแบบที่สื่อจีนนำเสนอ:

    • ฝ่ายเตือนความเสี่ยง: UBS ระบุในรายงาน “10 เหตุการณ์เซอร์ไพรส์ปี 2026” ว่าโอกาสที่ตลาดอยู่ในภาวะฟองสบู่อาจสูงถึง 80% และมีความเป็นไปได้ที่หุ้นจะ “พุ่งขึ้นอีก 20% ก่อนพังถล่ม” — ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “先疯涨后崩盘” (พุ่งบ้าก่อนพัง) ที่สื่อจีนชอบหยิบมาใช้

    • ฝ่ายมองบวก: Morgan Stanley คาดการณ์ S&P 500 จะแตะ 7,800 จุดภายใน 12 เดือน ขณะที่ Goldman Sachs ตั้งเป้าไว้ที่ 7,600 จุด ส่วน Bank of America โต้แย้งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “ฟองสบู่ดอทคอม 2.0” เพราะ Capex ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อยู่ที่ราว 60% ของกระแสเงินสดดำเนินงาน ยังต่ำกว่ายุคฟองสบู่ดอทคอมที่เคยพุ่งถึง 140%

    • ฝ่ายกลาง: สำนัก 东吴证券 (Dongwu Securities) ของจีนเองก็ระบุว่า “ความเสี่ยงที่จะแทงฟองสบู่แตกในปี 2026 มาจากวงจรมหภาคและการเมือง ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน” และยอมรับว่า “ฟองสบู่อาจยังมีพื้นที่ให้พองต่อ”

    ตรรกะที่ผู้ชมตั้งคำถาม

    สิ่งที่ทำให้ผู้ชมรายดังกล่าวงุนงง คือลักษณะ “ทำนายอย่างไรก็ถูก” ของวาทกรรมในคลิปจีนจำนวนมาก กล่าวคือ:

    • เมื่อหุ้นสหรัฐฯ ลง → “เห็นไหม บอกแล้วว่ามันพัง”

    • เมื่อหุ้นสหรัฐฯ ขึ้น → “ฟองสบู่กำลังพองขึ้น เดี๋ยวก็แตก”

    • เมื่อหุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว → “นิ่งก่อนพายุ”

    นักวิเคราะห์อิสระหลายรายตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อหาในลักษณะ “หุ้นสหรัฐกำลังจะถล่ม” ได้รับการส่งเสริมในแพลตฟอร์มจีนมาอย่างต่อเนื่องหลายปี โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้น A-share ของจีนเองมีผลงานไม่ดี ขณะที่ S&P 500 ทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนทิศทางการสร้างเรื่องเล่า (narrative) ที่สอดคล้องกับนโยบายการสื่อสารของทางการมากกว่าจะเป็นการวิเคราะห์ตลาดอย่างเป็นกลาง

    ข้อเท็จจริงปัจจุบัน (ณ 2 พ.ค. 2026)

    ข้อมูลล่าสุดจากตลาด: ดัชนี Nasdaq ปิดที่ระดับสูงกว่า 25,000 จุด เป็นครั้งแรก, S&P 500 ทำสถิติใหม่, และเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าสู่หลักทรัพย์ระยะยาวของสหรัฐฯ โดยเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ต่างชาติซื้อสุทธิหลักทรัพย์อายุยาวของสหรัฐฯ มูลค่า 1.011 แสนล้านดอลลาร์

    ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงเรื่องการประเมินมูลค่าสูง (overvaluation) ของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จะไม่มีอยู่จริง — Shiller P/E ของ S&P 500 อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ — แต่ระยะห่างระหว่าง “มีความเสี่ยง” กับ “กำลังจะพังในเร็วๆ นี้” คือสิ่งที่ผู้ชมคลิปจีนเริ่มมองเห็นและตั้งคำถาม

    แหล่งข้อมูล: Sina Finance (新浪财经), 工商时报, 华尔街见闻, Dongwu Securities (东吴证券), UBS Global Equity Strategy, Morgan Stanley 2026 Outlook, Goldman Sachs 2026 Outlook
    https://www.facebook.com/share/1NQketihZ9/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อาวุธวิเศษ ของ ปักกิ่ง งานแนวร่วม ยุค สี จิ้นผิง โฆษณาชวนเชื่อ ชี้นำ ซื้อ บีบบังคับ ครอบงำ การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ใน นิวซีแลนด์ และ ออสเตรเลีย ตัวอย่าง เตือนภัย

    รายงาน “Magic Weapons: China’s Political Influence Activities Under Xi Jinping” (แอนน์-มารี เบรดี) กล่าวถึงยุทธศาสตร์ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ใช้ในการแผ่อิทธิพลทางการเมืองไปต่างประเทศ โดยสี จิ้นผิงได้ย้ำ “งานแนวร่วม” (United Front Work) ว่าเป็นหนึ่งใน “อาวุธวิเศษ” ของพรรคที่ช่วยให้พรรคยึดครองอำนาจสำเร็จ และได้เร่งรัดกิจกรรมแผ่อิทธิพลของจีนในต่างแดนอย่างไม่เคยมีมาก่อน  กิจกรรมเหล่านี้มีศักยภาพบั่นทอนอธิปไตยและบูรณภาพของระบบการเมืองประเทศเป้าหมาย รายงานชิ้นนี้จึงวิเคราะห์ยุทธวิธีต่าง ๆ ของจีนในการใช้อำนาจอ่อน (soft power) และอิทธิพลแฝง เพื่อชี้ให้เห็นรูปแบบการแทรกแซงที่เป็นระบบภายใต้ยุคสี จิ้นผิง พร้อมศึกษากรณีตัวอย่าง นิวซีแลนด์ ซึ่งจีนถือว่าเป็น “ประเทศตัวอย่าง” ในความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก  รายงานยังอ้างถึงกรณีออสเตรเลียที่สื่อมวลชนได้เปิดโปงเครือข่ายอิทธิพลของจีนอย่างกว้างขวางในปี 2017 ว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงขอบเขตและขนาดการแทรกแซงของจีนทั่วโลก  โดยสรุปแล้ว จีนกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ทั่วโลกในการ “ชี้นำ ซื้อ หรือบีบบังคับ” เพื่อให้ได้มาซึ่งอิทธิพลทางการเมือง โดยใช้วิธีการใกล้เคียงกันในหลายประเทศ ปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละรัฐบาล  ทั้งนี้ การสร้างอิทธิพลในต่างแดนถือเป็นภารกิจหลักของงานแนวร่วมของพรรคฯ และเป็นหนึ่งในอาวุธวิเศษที่พรรคฯ ใช้มาตั้งแต่อดีตดังคำกล่าวของเหมา เจ๋อตง 

    รายงานระบุว่ากลยุทธ์ “อาวุธวิเศษ” ในยุคสี จิ้นผิงสามารถแจกแจงออกเป็น 4 แนวทางหลัก  ได้แก่ (1) การควบคุมและชี้นำชุมชนคนเชื้อสายจีนในต่างแดนเพื่อใช้เป็นตัวแทนผลประโยชน์จีน, (2) การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์แบบ people-to-people ระหว่างพรรคและกลุ่มอำนาจต่างชาติ เพื่อชักจูงบุคคลภายนอกให้สนับสนุนนโยบายจีน, (3) การขยายการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์หลายช่องทางเพื่อให้ข้อความของพรรคดังก้องที่สุดในเวทีโลก, และ (4) การจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง  แต่ละแนวทางประกอบด้วยชุดนโยบายและหน่วยงานรับผิดชอบเฉพาะ ซึ่งจะอธิบายต่อไป โดยรายงานใช้กรณีนิวซีแลนด์เป็นเวทีศึกษาว่ายุทธศาสตร์เหล่านี้ส่งผลอย่างไรและสร้างความเสี่ยงใดบ้างต่อประเทศเล็กที่เป็นประชาธิปไตยในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์อย่างนิวซีแลนด์ 

    ยุทธศาสตร์ 4 ด้านในการแผ่อิทธิพลของจีนภายใต้สี จิ้นผิง
    • 1. ชี้นำชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลให้เป็นกลไกของนโยบายจีน: จีนเพิ่มความเข้มข้นในการบริหารจัดการเครือข่ายชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก ให้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางผลักดันวาระทางเศรษฐกิจและการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน  แนวทางนี้ดำเนินการผ่านหน่วยงานอย่างสำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเล (Overseas Chinese Affairs Office) และกรมงานแนวร่วมของพรรคฯ โดยมีนโยบายสำคัญ เช่น การติดตามควบคุมกลุ่มชุมชนคนจีนในประเทศต่าง ๆ ผ่านสมาคมและศูนย์บริการชาวจีนโพ้นทะเลที่รัฐบาลจีนสนับสนุน, จัดตั้งและหนุนหลังองค์กรแนวร่วมใหม่ ๆ ในชุมชนเพื่อรวบรวมคนเชื้อสายจีนให้เข้ากับแนวทางของพรรค, สนับสนุนกิจกรรมวัฒนธรรมจีนในต่างแดนเพื่อ “รวมใจรวมพลัง” ชาวจีนโพ้นทะเลเข้าด้วยกันภายใต้ความภักดีต่อมาตุภูมิ, ตลอดจนสอดส่องดูแลนักเรียนและนักวิชาการจีนในต่างประเทศผ่านสมาคมนักเรียน Scholars Association ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสถานทูตจีน  นอกจากนี้ จีนยังกระตุ้นให้บุคคลทรงอิทธิพลในชุมชนจีนต่างแดน (ที่ผ่านการคัดเลือกว่า “ยอมรับได้” โดยรัฐบาลจีน) ออกมาเป็นแกนนำชี้นำความเห็นของชาวจีนโพ้นทะเลในประเด็นการเมือง รวมทั้งสนับสนุนให้บรรดาเศรษฐีเชื้อสายจีนในต่างประเทศที่จงรักภักดีต่อพรรคฯ ให้ทุนจัดกิจกรรมซึ่งส่งเสริมวาระทางการเมืองของจีนในประเทศนั้น ๆ  ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายแนวร่วมนี้ยังรวมถึงการส่งเสริมให้ชาวจีนโพ้นทะเลที่ภักดีต่อพรรคเข้าร่วมกิจกรรมทาง การเมืองในประเทศที่พำนัก (เช่น ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือเข้าร่วมพรรคการเมืองของประเทศนั้น) เพื่อให้เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วสามารถผลักดันผลประโยชน์ของจีนได้ และสนับสนุนให้พันธมิตรของจีนสร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองต่างชาติที่มีจุดยืนสอดคล้องกับจีน รวมถึงการบริจาคเงินสนับสนุนพรรคการเมืองต่างชาติ และการใช้งานโซเชียลมีเดียภาษาจีนระดมความเห็นในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล ให้ช่วยขับเคลื่อนวาระทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนในต่างแดน  (ทั้งนี้ ผู้เขียนรายงานเน้นว่าการที่ชุมชนชาวจีนในต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นเรื่องปกติที่ควรสนับสนุนในสังคมประชาธิปไตย หากแต่กรณีนี้เป็นความพยายามที่มีการชี้นำโดยรัฐจีน ซึ่งต่างจากการมีส่วนร่วมตามธรรมชาติของประชาชนทั่วไป)
    • 2. จูงใจและผูกมิตรชนชั้นนำต่างชาติให้ “ทำคุณแก่จีน”: พรรคคอมมิวนิสต์จีนรื้อฟื้นแนวทางดั้งเดิมในการสร้างสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้มีอิทธิพลและกลุ่มอำนาจในต่างประเทศ เพื่อดึงคนเหล่านั้นให้สนับสนุนเป้าหมายของจีนในเวทีโลก   วิธีการประกอบด้วยการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง พรรคต่อพรรค (party-to-party) กับพรรคการเมืองต่างชาติอย่างเป็นระบบ, การกระชับสัมพันธ์ระหว่างผู้นำรัฐบาลระดับชาติ/ท้องถิ่นของจีนกับคู่หูในต่างประเทศ, ตลอดจนความร่วมมือระหว่างรัฐวิสาหกิจจีนหรือบริษัทจีน (“นายทุนแดง”) กับภาคธุรกิจต่างชาติ  โดยหน่วยงานสำคัญในด้านนี้คือ กรมสัมพันธ์ต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (International Liaison Department) รวมถึงกระทรวงความมั่นคงรัฐ (หน่วยข่าวกรอง), สมาคมมิตรภาพประชาชนจีนกับต่างประเทศ (Chinese People’s Association for Friendship with Foreign Countries) และองค์กรแนวหน้าของพรรคฯ อื่น ๆ  นโยบายสำคัญ ได้แก่ การกระชับสายสัมพันธ์ระดับพรรคการเมือง – เช่น พบปะแลกเปลี่ยนระหว่างแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับนักการเมืองต่างชาติอย่างสม่ำเสมอ , การสร้างเครือข่าย “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ทั่วโลก – ซึ่งเป็นแนวทางงานแนวร่วมแบบคลาสสิกที่จีนใช้ผูกมิตรประเทศกำลังพัฒนาและผู้นำท้องถิ่นเพื่อหนุนจีนในเวทีโลก , การแต่งตั้งบุคคลต่างชาติที่มีสายสัมพันธ์ในวงอำนาจประเทศนั้นให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรหรือโครงการที่จีนลงทุน – เช่น ดึงอดีตนักการเมืองหรือผู้นำประเทศมาเป็นที่ปรึกษาหรือบอร์ดบริหารของบริษัทจีนหรือองค์กรความร่วมมือที่จีนสนับสนุนในต่างแดน เพื่อใช้บารมีและเครือข่ายของบุคคลเหล่านั้นเอื้อประโยชน์แก่จีน , และ การใช้ความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (sister cities) – ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างท้องถิ่นของจีนกับต่างประเทศ โดยแยกส่วนจากระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลชาติ (ซึ่งมักมีข้อจำกัดทางการทูตมากกว่า) สมาคมมิตรภาพฯ ของรัฐบาลจีนทำหน้าที่ดูแลโครงการจับคู่เมืองเหล่านี้เพื่อผลักดันวาระทางเศรษฐกิจของจีนในระดับท้องถิ่นทั่วโลก 
    อีกด้านหนึ่ง จีนใช้นโยบาย “ผูกใจบุคคลต่างชาติ” ผ่าน การต้อนรับและสร้างเส้นสายกับนักวิชาการ นักธุรกิจ และนักการเมืองต่างชาติ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น เชิญเข้าร่วมการประชุมสัมมนาในจีนแบบออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด, การเยือนจีนแบบวีไอพี, และการให้เกียรติยศตำแหน่งพิเศษต่าง ๆ  ยุทธศาสตร์นี้ส่งผลให้ในยุคสี จิ้นผิง มีการจัดการประชุมและโครงการแลกเปลี่ยนกึ่งทางการและกึ่งวิชาการในจีนจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ เพื่อสร้างคอนเน็กชันและแสดง “น้ำใจ” แก่บุคคลต่างชาติที่จีนหวังใช้เป็นกระบอกเสียงหรือผู้สนับสนุนในอนาคต  นอกจากนี้ จีนยังอาศัยช่องทางธุรกิจและการลงทุนเป็นเครื่องมือแทรกซึมอิทธิพล เช่น การเข้าซื้อกิจการหรือหุ้นในบริษัทต่างชาติ, การร่วมทุนกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างประเทศ – เพื่อให้ได้สถานะนิติบุคคลท้องถิ่น ซึ่งอาจช่วยให้จีนเข้าถึงข้อมูลเทคโนโลยีทางการทหาร ความลับทางการค้า และข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศนั้นได้ง่ายขึ้น  ยุทธวิธีทั้งหมดนี้มีเป้าหมายสุดท้ายคือ “ทำให้คนต่างชาติรับใช้จีน” ตามคำกล่าวของเหมา (yang wei zhong yong – ทำให้ของต่างชาติมาใช้ประโยชน์แก่จีน) โดยจีนใช้ทั้งความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ทางธุรกิจมาผูกมัดชนชั้นนำต่างชาติให้สนับสนุนวาระของจีนในระยะยาว  
    • 3. ครอบงำการเล่าเรื่องและสื่อสารเผยแพร่ในเวทีโลก: จีนภายใต้สี จิ้นผิงดำเนินยุทธศาสตร์สื่อสารเชิงรุกที่ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มทั่วโลก เพื่อชักจูงความเห็นและกรอบการสนทนาเกี่ยวกับจีนให้เป็นไปในทางที่จีนต้องการ ทั้งเพื่อเสริมภาพลักษณ์ของรัฐบาลจีนและเพื่อควบคุม “พื้นที่สื่อภาษาจีน” ในระดับนานาชาติ  หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบยุทธศาสตร์นี้ ได้แก่ สื่อของรัฐจีน (เช่น สำนักข่าวซินหัว, ไชน่าโกลบอลทีวีเน็ตเวิร์ก CGTN, วิทยุ CRI), สำนักงานข้อมูลข่าวสารแห่งรัฐ/สำนักงานโฆษณาชวนเชื่อต่างประเทศ, กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  นโยบายและมาตรการสำคัญ ได้แก่ แนวทาง “ยืมเรือออกทะเล” ซึ่งหมายถึง การร่วมมือกับสื่อมวลชนต่างชาติ – จีนทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนกับสำนักข่าว โทรทัศน์ และวิทยุในต่างประเทศ นำเสนอเนื้อหาข่าวสารเกี่ยวกับจีนในเชิงบวกหรือสอดคล้องกับแนวทางของพรรค โดยให้สื่อนั้น ๆ เผยแพร่เนื้อหาที่จีนจัดหาให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย  (สื่อภาษาจีนในต่างประเทศที่เคยมีความเป็นอิสระสูง เป็นเป้าหมายสำคัญในยุทธศาสตร์นี้) พร้อมกันนั้น จีนยังพยายาม “ผสานกลมกลืน” สื่อภาษาจีนโพ้นทะเลเข้ากับสื่อทางการจีน โดยใช้อิทธิพลทางการเงินและเครือข่ายบีบให้สื่อชุมชนจีนในต่างแดนต้องเซ็นเซอร์ตนเองและรายงานข่าวตามกรอบที่พรรคต้องการ  นอกจากนี้ จีนยังใช้นโยบาย “ซื้อเรือเพื่อออกทะเล” คือ การเข้าซื้อหรือถือหุ้นสื่อและธุรกิจบันเทิงต่างชาติ โดยรัฐวิสาหกิจจีนหรือทุนที่เกี่ยวข้องกับพรรค เพื่อครอบครองช่องทางสื่อสารในต่างประเทศโดยตรง  อีกทั้งยังมีแนวทาง “โลคัลไลซ์” ให้สื่อของรัฐบาลจีนที่ทำตลาดต่างประเทศ จ้างผู้ดำเนินรายการหรือผู้สื่อข่าวที่เป็นชาวต่างชาติ มากขึ้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อของจีนมีความเป็นสากลและน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลก 
    ยุทธศาสตร์การโฆษณาชวนเชื่อในยุคสี จิ้นผิงยังให้ความสำคัญกับ Think Tanks และสถาบันวิจัย เป็นอย่างมาก จีนทุ่มทุนสร้างเครือข่ายคลังสมองทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมาก เป้าหมายเพื่อเสริมสร้าง “อำนาจละมุน” (soft power) ของจีน เพิ่มการมองเห็นของจีนในเวทีวิชาการ และโน้มน้าวกำหนดมาตรฐานความคิดในระดับสากลในแบบที่เอื้อต่อจีน   อีกวิธีหนึ่งคือ การตั้งความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยและสำนักพิมพ์ต่างชาติ – เช่น โครงการแลกเปลี่ยนการวิจัยหรือข้อตกลงเผยแพร่ผลงานร่วม – แต่แฝงด้วยเงื่อนไขว่าคู่สัญญาต้องยอมรับ “กฎการเซ็นเซอร์” แบบจีน (เช่น ห้ามเผยแพร่หัวข้อที่รัฐบาลจีนไม่พอใจ)  พร้อมกันนี้จีนยัง สนับสนุนทุนวิจัยและการศึกษาในต่างประเทศแบบมีเงื่อนไข ผ่านช่องทางอย่างสถาบันขงจื่อ (Confucius Institute) และกองทุนการศึกษาที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน ซึ่งบ่อยครั้งมีข้อกำหนดให้สถาบันเจ้าบ้านปฏิบัติตามแนวทางของจีน แลกกับงบประมาณสนับสนุน  ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้สโลแกน “เล่าเรื่องจีนให้ดี” (Tell a good Chinese story) จีนรื้อฟื้นงานด้านวัฒนธรรมสัมพันธ์และการทูตสาธารณะอย่างแข็งขันอีกครั้ง หน่วยงานทั้งระดับชาติและท้องถิ่นของจีนได้รับงบประมาณมหาศาลในการจัดกิจกรรม วัฒนธรรมจีน เพื่อผู้ชมในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการเผยแพร่ผลงานวิชาการ, การแสดงเชิดสิงโตและกายกรรม, การแพทย์แผนจีน หรือเทศกาลวัฒนธรรมต่าง ๆ  ความพยายามนี้สืบทอดต่อเนื่องมาจากยุคประธานาธิบดีหู จิ่นเทา แต่ได้ขยายขอบเขตมากขึ้นในยุคสี โดยเฉพาะการเน้นกลุ่มเยาวชนต่างชาติ และแม้แต่การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชนพื้นเมืองของประเทศต่าง ๆ หากประเทศนั้นมีประชากรชนพื้นเมืองจำนวนมาก (ตัวอย่างเช่น การสร้างสัมพันธ์กับชุมชนชาวเมารีในนิวซีแลนด์)  ผลลัพธ์ที่จีนคาดหวังคือการปรับปรุงภาพลักษณ์ของจีนในสายตาชาวโลก สร้างความรู้สึกเชิงบวกต่อจีนในหมู่ประชาชนประเทศเป้าหมาย และลดแรงต่อต้านนโยบายของจีนผ่านพลังทางวัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสาร
    • 4. สร้างระเบียบเศรษฐกิจใหม่ศูนย์กลางจีน (โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง): ยุทธศาสตร์สุดท้าย คือการจัดตั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์โดยมีจีนเป็นแกนกลาง ผ่านข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ที่สี จิ้นผิงประกาศเป็นนโยบายธงในการขยายอิทธิพลของจีนในศตวรรษที่ 21  โครงการนี้มุ่งสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานและความร่วมมือทางการค้าการลงทุนเชื่อมจีนกับภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และโอเชียเนีย โดย ปราศจากเงื่อนไขด้านอุดมการณ์ (จีนชูว่า BRI เป็นความร่วมมือ “ที่อยู่เหนืออุดมการณ์ทางการเมือง” ทุกชาติสามารถเข้าร่วมได้ไม่ว่าจะมีระบบการเมืองแบบใด) มีเป้าหมายระยะยาวที่จะปรับโครงสร้างระเบียบโลกให้เอื้อประโยชน์แก่จีนในฐานะมหาอำนาจศูนย์กลาง  แนวคิด BRI ต่อยอดจากยุทธศาสตร์ “ก้าวออกไป” (Going Out policy) ที่จีนเริ่มในปี 1999 สมัยเจียง เจ๋อหมิน และเดินหน้าต่อเนื่องในยุคหู จิ่นเทา ที่สนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจและทุนจีนขยายออกไปแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติและโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก  หน่วยงานหลักที่ดูแล BRI ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ ร่วมด้วยคณะกรรมการกำกับดูแลทรัพย์สินรัฐ (SASAC), กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานรัฐบาลอื่น ๆ รวมถึงรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่และกลุ่มทุนเอกชนที่ใกล้ชิดพรรค (“ทุนแดง”) มากมาย   ยุทธวิธีภายใต้ BRI เช่น การให้สินเชื่อและเงินทุนแก่ประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างทางรถไฟ ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม (มักใช้เงินทุนของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียของจีนหรือธนาคาร AIIB), การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงการลงทุนข้ามชาติที่จีนถือหุ้นใหญ่, การลงนามความตกลงการค้าหรือความร่วมมือยุทธศาสตร์ทวิภาคีกับประเทศหุ้นส่วนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง, ตลอดจนการใช้ พลังทางการค้า (เช่น การเปิดหรือปิดตลาดนำเข้าสินค้า) เป็นเครื่องจูงใจหรือกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของจีน นอกจากนี้ จีนยัง ดึงผู้นำรัฐบาลระดับชาติและท้องถิ่นของประเทศเป้าหมายมาเข้าร่วมโครงการ BRI อย่างแข็งขัน (หลายกรณีเป็นการล็อบบี้ผ่านสัมพันธ์แบบเมืองพี่เมืองน้องหรือผ่าน “มิตรของจีน” ในประเทศนั้น) และใช้การประชาสัมพันธ์ทั่วโลกเพื่อวาดภาพว่า BRI จะก่อให้เกิด “ผลประโยชน์ร่วมกัน” (win-win) สำหรับทุกฝ่าย ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศที่เข้าร่วมโครงการอาจรู้สึกผูกพันทางเศรษฐกิจกับจีนมากขึ้น เปิดโอกาสให้จีน ใช้ความพึ่งพาทางเศรษฐกิจเป็นอำนาจต่อรองทางการเมือง กับประเทศเหล่านั้นในอนาคต

    กรณีศึกษานิวซีแลนด์: วิธีที่จีนใช้อิทธิพลเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

    นิวซีแลนด์เป็นประเทศขนาดเล็กที่น่าสนใจในการศึกษาการแผ่อิทธิพลของจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนเคยมองว่านิวซีแลนด์เป็น “ตัวอย่างความสัมพันธ์ต้นแบบ” ระหว่างจีนกับชาติตะวันตก  อีกทั้งนิวซีแลนด์ยังมีจุดยืนเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมของจีนมาโดยตลอด รัฐบาลนิวซีแลนด์หลายยุคได้ “เปิดประตูต้อนรับ” จีนอย่างเต็มที่ โดยแทบไม่ต้องรอแรงกดดันจากปักกิ่ง เช่น มีรายงานว่ารัฐบาลนิวซีแลนด์ใช้นโยบาย “no surprises” (ไม่ก่อเรื่องให้จีนประหลาดใจหรือไม่พอใจ) เพื่อหลีกเลี่ยงการวิจารณ์จีนในที่สาธารณะหรือการกระทำใด ๆ ที่อาจทำให้จีนขุ่นเคือง  ขณะเดียวกันตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี ค.ศ.1972 เป็นต้นมา นิวซีแลนด์ก็มุ่งแสวงหาโอกาสใกล้ชิดกับจีนทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ทุกพรรครัฐบาลต่างดำเนินนโยบายส่งเสริมความร่วมมือกับจีนอย่างต่อเนื่อง  ผลคือในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา นิวซีแลนด์พัฒนาความสัมพันธ์กับจีนจนแน่นแฟ้นในหลายมิติ จนถูกนักการทูตจีนเปรียบเทียบว่าความใกล้ชิดระหว่างสองประเทศในปัจจุบัน “เทียบได้กับความสัมพันธ์จีน-แอลเบเนียในทศวรรษ 1960” (ซึ่งในยุคนั้นแอลเบเนียเป็นพันธมิตรสนิทที่สุดของจีน)  ความใกล้ชิดนี้เองที่ทำให้นิวซีแลนด์กลายเป็นกรณีศึกษาว่าการขยายอิทธิพลของจีนส่งผลอย่างไร และประเทศเล็กควรมีวิธีรับมืออย่างไรกับการแทรกแซงจากมหาอำนาจใหม่นี้

    เหตุใดจีนให้ความสำคัญกับนิวซีแลนด์: แม้นิวซีแลนด์จะไม่มีทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญที่จีนต้องการเหมือนออสเตรเลีย แต่จีนมองว่านิวซีแลนด์มีคุณค่าในหลายด้าน จีนให้ความสนใจ ทรัพยากรการเกษตรและที่ดิน ของนิวซีแลนด์ นิวซีแลนด์มีที่ดินทำกินอุดมสมบูรณ์ ประชากรเบาบาง สามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารของจีนได้ (จีนขาดแคลนที่ดินและประสบปัญหาความปลอดภัยของอาหาร) ปัจจุบันนิวซีแลนด์ส่งออกนมให้จีนถึง 24% ของการนำเข้านมทั้งหมดของจีน และจีนก็กลายเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมนมของนิวซีแลนด์  นอกจากสินค้าเกษตร นิวซีแลนด์ยังมีพิกัดยุทธศาสตร์ด้านอื่นที่จีนสนใจ เช่น การเป็นหนึ่งในชาติสำคัญของสนธิสัญญาแอนตาร์กติก (มีดินแดนใกล้ขั้วโลกใต้), มีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยังไม่ได้สำรวจ, และถูกกล่าวถึงว่าเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินระดับโลก (ทำให้ทุนจีนบางส่วนใช้ช่องทางนิวซีแลนด์เคลื่อนย้ายเงินทุน)  ยิ่งไปกว่านั้น นิวซีแลนด์ยังเป็นสมาชิกเครือข่ายข่าวกรอง “Five Eyes” ร่วมกับสหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย อีกทั้งยังมีพันธมิตรด้านความมั่นคงกับชาติตะวันตก (เช่น FPDA และเคยอยู่ใน ANZUS) การที่จีนกระชับความสัมพันธ์ด้านการทหารและข่าวกรองกับนิวซีแลนด์ หรือดึงนิวซีแลนด์ให้ออกจากวงโคจรของพันธมิตรตะวันตกได้ ย่อมเป็นประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ต่อจีนอย่างยิ่ง  ถึงขั้นมีการวิเคราะห์ว่านิวซีแลนด์คือ “จุดอ่อน” ที่จีนและรัสเซียอาจใช้แทรกซึมเข้าเครือข่าย Five Eyes เพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวกรองลับของชาติตะวันตกได้ง่ายขึ้น  ด้วยเหตุผลเหล่านี้ นิวซีแลนด์จึงอยู่ในสายตาของกลไกร่วมระหว่างพรรค-รัฐ-กองทัพ-ทุนของจีน (Party-State-Military-Market nexus) ในฐานะเป้าหมายที่คุ้มค่าแก่การลงทุนสร้างอิทธิพลระยะยาว 

    ด้านล่างนี้จะสรุปว่า จีนใช้อิทธิพลทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในนิวซีแลนด์อย่างไร บนพื้นฐานข้อมูลที่รายงานของเบรดียกมาศึกษา:

    1. อิทธิพลและการแทรกแซงทางการเมืองในนิวซีแลนด์

    รัฐบาลจีนใช้งานแนวร่วมเพื่อสร้าง เครือข่ายในแวดวงการเมืองนิวซีแลนด์ หลายรูปแบบ ทั้งการแสวงหาพันธมิตรในหมู่นักการเมืองและข้าราชการนิวซีแลนด์, การสนับสนุนคนเชื้อสายจีนให้เข้าไปมีบทบาทในการเมืองท้องถิ่น, และการใช้เงินทุนหนุนพรรคการเมือง นโยบาย “ชาวจีนโพ้นทะเลมีส่วนร่วมการเมือง” ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมในนิวซีแลนด์ เช่น พรรคการเมืองใหญ่ของนิวซีแลนด์ต่างมี ส.ส. เชื้อสายจีนที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายจีน: พรรคชาตินิยม (National) มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หยาง เจียน (Yang Jian) ขณะที่พรรคแรงงาน (Labour) ก็มี เรย์มอนด์ ฮั่ว (Raymond Huo) และพรรคเล็กอย่าง ACT เคยมี เคนเนธ หวัง (Kenneth Wang) ส.ส.เชื้อสายจีนเช่นกัน โดยรายงานระบุว่าบุคคลเหล่านี้ล้วน “มีระดับความสัมพันธ์บางอย่างกับองค์กรแนวร่วมของจีนในนิวซีแลนด์และสถานทูตจีน”  กรณีที่สร้างความกังวลมากคือ ดร.หยาง เจียน ส.ส.พรรครัฐบาล (National) ซึ่งภายหลังถูกสื่อแฉว่า เคยทำงานให้กองทัพจีนและหน่วยข่าวกรองทหารจีนเป็นเวลา 15 ปี แต่กลับไม่เปิดเผยประวัติส่วนนี้ในการสมัครขอสัญชาติและสมัครรับเลือกตั้งในนิวซีแลนด์  หยาง เจียนสำเร็จการศึกษาจากสถาบันภาษาอังกฤษของกองทัพอากาศจีนและเคยสอนในโรงเรียนข่าวกรองของกองทัพ (Luoyang PLA Foreign Languages Institute) มาก่อนจะย้ายถิ่นฐานมานิวซีแลนด์ เขายอมรับเองว่าได้ปกปิดประวัติดังกล่าวตอนยื่นขอสถานะพำนักถาวรในนิวซีแลนด์  และไม่ได้ระบุในประวัติที่เผยแพร่ต่อสาธารณะตอนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือเป็น ส.ส. ด้วย ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงของนิวซีแลนด์ เพราะหยาง เจียนเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการรัฐสภาด้านการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และการค้า ระหว่างปี 2014–2016 อีกทั้งเคยร่วมคณะเดินทางเยือนจีนกับนายกฯ จอห์น คีย์ และนายกฯ บิล อิงลิช เพื่อพบปะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนหลายครั้ง  การที่บุคคลซึ่งมีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับกองทัพจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลและบุคคลระดับสูงของรัฐบาลนิวซีแลนด์ได้นั้น สะท้อนถึงความอ่อนแอในการตรวจสอบและการเปิดช่องให้งานแนวร่วมของจีนแทรกซึมสู่การเมืองนิวซีแลนด์โดยตรง

    อีกช่องทางหนึ่งที่จีนใช้อย่างได้ผลในนิวซีแลนด์คือ การบริจาคเงินและหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองและนักการเมืองระดับสูง ชาวจีนหรือบรรษัทที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้กลายเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ในการเมืองนิวซีแลนด์ ทั้งพรรคชาติและพรรคแรงงาน ล้วนได้รับเงินบริจาคจำนวนมากจากนักธุรกิจเชื้อสายจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น นางซูซาน โจว (Susan Chou) และสามี ซึ่งเป็นนักธุรกิจเชื้อสายจีนในนิวซีแลนด์ เคยบริจาคเงิน $41,000 ให้พรรคแรงงานในปี 2007 จากนั้นจึงบริจาค $200,000 ให้พรรคชาติในปี 2010 ตามด้วย $100,000 (ปี 2011) และ กว่า $200,000 (ปี 2014) ผ่านบริษัทครอบครัวของตน  การบริจาคสลับขั้วเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้บริจาคบางรายสนใจ เข้าถึงพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ไม่ว่าฝ่ายใดชนะเลือกตั้งก็ยังคงมีหูตาภายในรัฐบาล รายงานยังให้ข้อมูลกรณี นายสือ เต๋ออี้ (Shi Deyi หรือที่รู้จักในชื่อ Stone Shi) นักธุรกิจจีนเจ้าของบริษัท Oravida ในนิวซีแลนด์ ซึ่งได้บริจาคเงิน $56,500 ให้พรรคชาติในปี 2011 และได้รับการตอบแทนเป็นโอกาสพิเศษในการออกรอบตีกอล์ฟกับนายกฯ จอห์น คีย์ ในปีนั้น  (มีภาพถ่ายขณะออกรอบร่วมกันปรากฏในสื่อ) ต่อมาเขายังบริจาคเพิ่มเติมเป็นเงินก้อนใหญ่ต่อเนื่องหลายปี  เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นรูปธรรมว่า เงินทุนจีนสามารถซื้อการเข้าถึงระดับผู้นำรัฐบาลนิวซีแลนด์ได้ นอกจากนี้ ในปี 2017 ยังมีกรณีนักธุรกิจจีน Lang Lin เจ้าของบริษัทแข่งม้า (Inner Mongolia Rider Horse) ในนิวซีแลนด์ บริจาคเงิน $150,000 ให้พรรคชาติ โดยบริษัทของเขามีบริษัทรัฐวิสาหกิจจีน CITIC หนุนหลังอยู่ด้วย  กรณีนี้สะท้อนว่าเงินทุนของรัฐจีนเองก็อาจถูกส่งเข้ามาในระบบการเมืองนิวซีแลนด์อย่างแยบยล

    นอกจากเงินบริจาคแล้ว จีนยังสร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับแกนนำพรรคการเมืองนิวซีแลนด์บางคนอย่างแนบแน่น ประธานพรรคชาติ ปีเตอร์ กู๊ดเฟลโลว์ (Peter Goodfellow) มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าหน้าที่จีนและมักเดินทางเยือนจีนพร้อมคณะนักธุรกิจ นอกจากนี้เขา (และหยาง เจียน) ยังร่วมเป็นกรรมการของ มูลนิธิหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางนิวซีแลนด์ (New Zealand OBOR Foundation) ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนโครงการ BRI ของจีนในประเทศ  ความสัมพันธ์ใกล้ชิดเช่นนี้ทำให้ผู้นำพรรคการเมืองใหญ่ของนิวซีแลนด์บางส่วนมีท่าทีสนับสนุนจีนอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น นายหยาง เจียน (พรรคนชาติ) เคยกล่าวสนับสนุนจุดยืนเรื่องไต้หวันของจีนในที่ประชุมชุมชนจีน หรือกรณี ส.ว.เรย์มอนด์ ฮั่ว (พรรคแรงงาน) ก็มีบทบาทจัดงานชุมชนที่สะท้อนแนวทางสนับสนุนจีน เป็นต้น แม้พรรคการเมืองนิวซีแลนด์จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศหลัก ๆ ไปโดยสิ้นเชิง แต่การที่ผู้นำและสมาชิกพรรครัฐบาลจำนวนหนึ่งมีแนวร่วมกับจีน ก็อาจส่งผลให้ นโยบายต่างประเทศของนิวซีแลนด์อ่อนโยนและเป็นมิตรต่อปักกิ่งอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากช่วงทศวรรษ 2010 ที่นิวซีแลนด์หลีกเลี่ยงการวิจารณ์จีนในประเด็นอ่อนไหว (เช่น ทะเลจีนใต้ หรือสิทธิมนุษยชน) และย้ำจุดยืนสนับสนุนนโยบายจีน (เช่น นโยบายจีนเดียว) อย่างต่อเนื่อง

    2. อิทธิพลทางเศรษฐกิจและการลงทุนของจีนในนิวซีแลนด์

    ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างนิวซีแลนด์กับจีนนั้นแน่นแฟ้นและทวีความสำคัญขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจีนได้กลายเป็น คู่ค้าอันดับต้น ๆ ของนิวซีแลนด์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันประมาณ 44% ของมูลค่าการค้าต่างประเทศนิวซีแลนด์อยู่กับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และจีนเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับสองรองจากออสเตรเลีย (หากนับเฉพาะภาคส่งออกสินค้าเกษตรและท่องเที่ยว จีนเป็นตลาดใหญ่อันดับหนึ่งของนิวซีแลนด์)  นิวซีแลนด์เป็นประเทศแรกในกลุ่มตะวันตกที่ลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบครอบคลุมกับจีนในปี 2014 และร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการเข้าร่วมโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางกับจีนในปี 2017  ก่อนหน้านั้นนิวซีแลนด์ก็เป็นชาติพัฒนาแล้วชาติแรกที่ทำ เขตการค้าเสรี (FTA) กับจีนตั้งแต่ปี 2008 ความสัมพันธ์ทางการค้าที่ใกล้ชิดนี้ทำให้นิวซีแลนด์พึ่งพาเศรษฐกิจจีนสูงมาก (เช่น รายได้ภาคนมและการท่องเที่ยวของนิวซีแลนด์ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก) สภาพดังกล่าวกลายเป็น เครื่องต่อรองเชิงอำนาจของจีน โดยนัย เพราะนิวซีแลนด์มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่จะรักษาความสัมพันธ์กับจีนให้ราบรื่นอยู่เสมอ แม้จีนจะดำเนินนโยบายที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตยหรือผลประโยชน์ตะวันตก นิวซีแลนด์ก็มักจะเลือกลดโทนการวิพากษ์วิจารณ์จีนลงเพื่อปกป้องความร่วมมือทางเศรษฐกิจนี้ (ต่างจากพันธมิตรตะวันตกอื่น ๆ) 

    นอกจากการค้า จีนยังใช้อำนาจเงินเข้าไปฝังรากในเศรษฐกิจนิวซีแลนด์ผ่าน การลงทุนและการซื้อสินทรัพย์ภายในประเทศ นักลงทุนจีนได้เข้าซื้อธุรกิจสำคัญของนิวซีแลนด์หลายด้าน โดยเฉพาะภาคเกษตรและทรัพยากร ตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัทเซี่ยงไฮ้เผิงซิน (Shanghai Pengxin) เข้าซื้อที่ดินฟาร์มโคนมขนาดใหญ่หลายแห่งในนิวซีแลนด์หลังปี 2011 และต่อมาอนุญาตให้บริษัทจีนใช้ฟาร์มเหล่านี้ทำการทดลองยิงบอลลูนสตราโตสเฟียร์สำหรับโครงการอวกาศใกล้ชั้นบรรยากาศ (near-space)  อีกด้านหนึ่ง บรรษัทจีนนามธรรม เช่น กลุ่มบริษัทผลิตนม Yili และ Yashili ได้เข้าซื้อโรงงานผลิตนมผงและสินทรัพย์ในอุตสาหกรรมนมของนิวซีแลนด์หลายแห่ง จนมีส่วนแบ่งตลาดและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในมือ (ดังกล่าวก่อนหน้า จีนลงทุนในอุตสาหกรรมนมจนควบคุมสัดส่วนใหญ่ของกำลังการผลิตเพื่อส่งออกไปจีนเอง)  ในภาคอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนจีนก็เข้าซื้อสินทรัพย์ระดับไฮเอนด์ในนิวซีแลนด์ เช่น ข่าวในปี 2017 ระบุว่าที่ดินบ้านพักของอดีตนายกฯ จอห์น คีย์ ถูกขายให้ผู้ซื้อชาวจีนในราคาสูงผิดปกติ (ประมาณ 20 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ สูงกว่าราคาตลาดมาก) จนสื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตถึง ความเชื่อมโยงระหว่างเงินจีนกับนักการเมืองระดับสูง ของนิวซีแลนด์ในทางอ้อม  

    นอกจากนี้ การที่จีนผลักดันโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ในประเทศต่าง ๆ ก็มีผลครอบคลุมนิวซีแลนด์ด้วย มูลนิธิหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางนิวซีแลนด์ ที่ตั้งขึ้นมีเครือข่ายโยงใยถึงบุคคลสำคัญในรัฐบาล เช่น ที่ปรึกษามูลนิธิคือ โจแอนนา คอฟลัน (Johanna Coughlan) ซึ่งเป็นพี่สะใภ้ของนายกฯ บิล อิงลิช (แต่งงานกับน้องชายของนายกฯ) และตัวแทนฝ่ายนิวซีแลนด์ที่ไปเข้าร่วมการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่ปักกิ่งก็รวมถึงนายปีเตอร์ กู๊ดเฟลโลว์ ประธานพรรคชาติ และนายหยาง เจียน ส.ส. ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้  ความสัมพันธ์เหล่านี้สะท้อนว่า เครือข่าย BRI ของจีนแทรกซึมเข้าสู่ระดับบนของภาคการเมืองและธุรกิจนิวซีแลนด์ แล้ว นิวซีแลนด์ในสายตาจีนจึงไม่เพียงเป็นคู่ค้าเกษตรสำคัญ แต่ยังเป็น ประตูสู่ภูมิภาคแปซิฟิก ที่จีนสามารถใช้เชื่อมโยงโครงการยุทธศาสตร์ของตนเข้าสู่ประเทศเกาะเล็กอื่น ๆ ต่อไปได้

    3. อิทธิพลทางวัฒนธรรม สังคม และสื่อของจีนในนิวซีแลนด์

    จีนดำเนินนโยบาย “รวมใจชาวจีนโพ้นทะเล” ในชุมชนชาวจีน-นิวซีแลนด์อย่างจริงจัง องค์กรชุมชนจีนจำนวนมากในนิวซีแลนด์มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสถานทูตหรือสถานกงสุลจีน และมีบทบาทเป็นช่องทางถ่ายทอดนโยบายพรรคคอมมิวนิสต์จีนสู่ประชาคมเชื้อสายจีนในประเทศ รายงานของเบรดีรวบรวมรายชื่อ กลุ่มสมาคมชาวจีน หลายสิบแห่งในเมืองโอ๊คแลนด์ที่มีความเชื่อมโยงกับงานแนวร่วมของพรรคจีน ไม่ว่าจะเป็นสมาคมมิตรภาพ, สมาคมเพื่อนบ้านเมืองพี่เมืองน้อง, กลุ่มวัฒนธรรม หรือชมรมนักศึกษา เป็นต้น (ในการเฉลิมฉลองตรุษจีนปี 2016 มีการเชิญองค์กรแนวร่วมเหล่านี้มาร่วมงานพร้อมหน้าพร้อมตา โดยมีเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตจีนเข้าร่วมด้วย)  ยิ่งกว่านั้น สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลจีนยังทำหน้าที่ “ผู้ประสานงานกลาง” ของกิจกรรมชาวจีนโพ้นทะเล เช่น สนับสนุนงบประมาณให้การจัดงานเทศกาลจีน การประกวดและงานการกุศลในชุมชนจีน ตลอดจนควบคุมชมรมนักเรียนนักศึกษาจีน (CSSA) ในมหาวิทยาลัยนิวซีแลนด์ให้ช่วยจับตาท่าทีของนิสิตจีนในต่างแดนและรายงานกลับไปยังทางการจีน  สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากในนิวซีแลนด์ได้รับข้อมูลข่าวสารและการชี้นำทางการเมืองจากปักกิ่งโดยตรงในชีวิตประจำวัน

    ในด้าน สื่อมวลชน มีหลักฐานว่ารัฐบาลจีนพยายามควบคุมสื่อภาษาจีนในนิวซีแลนด์ และสร้างอิทธิพลต่อสื่อกระแสหลักเท่าที่ทำได้ ยกตัวอย่างเมื่อปี 2015 ซุน จือจวิน รองหัวหน้าแผนกโฆษณาชวนเชื่อกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เดินทางมาเยี่ยมกองบรรณาธิการเว็บไซต์ข่าว Skykiwi (สื่อออนไลน์ภาษาจีนรายใหญ่ในนิวซีแลนด์) และกล่าวกับทีมงานว่าให้ช่วย “เล่าเรื่องของจีนให้ดี” ตามแนวทางของพรรค ต่อมาในปี 2017 ก็มีรายงานว่าสำนักข่าวซินหัวของทางการจีนได้ลงนามความร่วมมืออย่างกว้างขวางกับ Skykiwi ในการแลกเปลี่ยนเนื้อหาและสนับสนุนด้านเทคนิค ซึ่งหมายความว่าสื่อภาษาจีนในนิวซีแลนด์กำลังถูกกลืนให้สอดคล้องไปกับสื่อทางการของรัฐจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ  สำหรับสื่อกระแสหลักภาษาอังกฤษ จีนแม้จะไม่มีอิทธิพลโดยตรงเท่าสื่อภาษาจีน แต่ก็มีความพยายาม แทรกแซงเสรีภาพสื่อ ในบางโอกาส เช่น ในปี 2007 ระหว่างการเยือนนิวซีแลนด์ของ อู๋ ปังกั๋ว (ประธานสภาประชาชนจีนขณะนั้น) ผู้สื่อข่าวรัฐสภาชาวนิวซีแลนด์เชื้อสายจีนชื่อ นิค หวัง (Nick Wang) ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนสั่งให้ออกจากห้องในระหว่างการถ่ายภาพการพบกันของผู้นำจีน-นิวซีแลนด์ โดยเจ้าหน้าที่จีนอ้างสิทธิ์ควบคุมว่าใครสามารถอยู่ในห้องสื่อมวลชนได้ เจ้าหน้าที่นิวซีแลนด์ต้องปฏิบัติตาม กรณีนี้ถูกระบุว่าเกิดจากคำสั่งของ “เจ้าหน้าที่ข่าวกรองจีน” ที่ร่วมคณะมา และสะท้อนว่าจีนพยายามควบคุมภาพลักษณ์และข่าวสารแม้บนแผ่นดินนิวซีแลนด์ โดยไม่เคารพหลักเสรีภาพสื่อของท้องถิ่นเท่าที่ควร

    อีกยุทธวิธีที่จีนใช้คือการ ให้ทุนและโอกาสแก่บุคลากรสาธารณะของนิวซีแลนด์ เพื่อโน้มเอียงทัศนคติของคนกลุ่มนี้ รายงานระบุว่าในปี 2016 นายทุนจีนรายหนึ่งคือ เติ้ง ลี่ (Simon Deng Li) ได้บริจาคเงินถึง 1 ล้านหยวน (ราว 5 ล้านบาท) ให้ สมาคมมิตรภาพนิวซีแลนด์-จีน ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีน เงินบริจาคนี้ถูกใช้เพื่อขยายกิจกรรมของสมาคม เช่น ให้ทุนผู้สื่อข่าวนิวซีแลนด์เดินทางเยือนจีน และจัดโครงการให้เยาวชนนิวซีแลนด์ไปทัศนศึกษาดูงานที่จีน อีกทั้งยังใช้ตั้งกองทุนให้บุคคลทั่วไปขอทุนไปทำวิจัยเกี่ยวกับจีนด้วย  และในปีเดียวกันนั้น สมาคมมิตรภาพฯ ยังได้รับเงินสนับสนุนอีก 1 ล้านหยวนจากสมาคมมิตรภาพประชาชนจีนกับต่างประเทศ (CPAFFC) ซึ่งเป็นองค์กรแนวร่วมของรัฐจีน  การอัดฉีดทุนเหล่านี้มีเป้าหมายสร้างภาพลักษณ์จีนเชิงบวกในสายตาสื่อและเยาวชนของนิวซีแลนด์ ผ่านประสบการณ์ตรงที่จีนออกค่าใช้จ่ายให้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “ผูกใจคนต่างชาติ” ที่กล่าวไป

    ในภาค การศึกษาและวิชาการ จีนได้จัดตั้งสถาบันขงจื่อตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในนิวซีแลนด์ (เช่น ที่มหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์และวิกตอเรียในเวลลิงตัน) เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและภาษาจีน โดยมอบบุคลากรและงบประมาณสนับสนุนการสอนภาษาจีน รวมถึงจัดกิจกรรมวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง แม้สถาบันขงจื่อจะมีวัตถุประสงค์หลักด้านภาษา แต่ก็ถูกวิจารณ์ในหลายประเทศว่าเป็นเครื่องมือเซ็นเซอร์เนื้อหาวิชาการที่จีนไม่ต้องการให้ถกเถียง (เช่น ห้ามพูดเรื่องไต้หวันหรือทิเบตในชั้นเรียนของสถาบันขงจื่อ) นอกจากนี้ บางมหาวิทยาลัยนิวซีแลนด์ยังเข้าร่วมโครงการวิจัยหรือออกหนังสือร่วมกับสำนักพิมพ์จีน ซึ่งมีกรณีที่จีนใช้อิทธิพลบังคับให้ตัดเนื้อหาบางส่วนออก (ตามนโยบาย “ร่วมมือวิชาการแต่ต้องยอมกฎเซ็นเซอร์จีน” ที่รายงานได้กล่าวถึง) อย่างไรก็ดี ประเด็นเหล่านี้ยังไม่ปรากฏเป็นข่าวใหญ่ในนิวซีแลนด์เท่ากับในออสเตรเลียหรือสหรัฐฯ จนถึงช่วงปี 2017–2018

    โดยสรุป อิทธิพลของจีนในนิวซีแลนด์แผ่ขยายทั้งในระดับการเมือง (การแทรกซึมและผูกมิตรกับนักการเมืองและพรรค), ระดับเศรษฐกิจ (การพึ่งพาการค้าการลงทุนจีน) และระดับสังคมวัฒนธรรม (การครอบงำชุมชนชาวจีนและการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ) นิวซีแลนด์กลายเป็นกรณีตัวอย่างของประเทศเล็กที่เปิดรับอิทธิพลจีนอย่างกว้างขวางจนอาจเกิดความเสี่ยงต่อ “ความเป็นเอกราชในการตัดสินใจ” ของประเทศเอง รายงานตั้งข้อสังเกตว่านิวซีแลนด์อาจกำลังเผชิญกับกิจกรรมการใช้อิทธิพลของจีนมากกว่าหลายประเทศ เนื่องจากท่าทีที่โอนอ่อนของรัฐบาลนิวซีแลนด์และปัจจัยล่อใจทางเศรษฐกิจที่จีนหยิบยื่นให้อย่างต่อเนื่อง 

    อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาเดียวกับที่รายงานนี้ออกเผยแพร่ (ปี 2017) ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของนิวซีแลนด์ กลับเลือกที่จะตอบโต้กระแสการแทรกแซงของจีนอย่างจริงจัง ทำให้นิวซีแลนด์ต้องหันกลับมาประเมินตนเองเช่นกัน ดังจะกล่าวต่อไป

    การเปรียบเทียบกรณีออสเตรเลีย

    กรณีของออสเตรเลียมีความคล้ายคลึงกับนิวซีแลนด์ในแง่ที่ทั้งสองประเทศพบกับความพยายามแทรกแซงจากจีนในรูปแบบใกล้เคียงกัน แต่ปฏิกิริยาของออสเตรเลียกลับแข็งกร้าวกว่าและเกิดขึ้นเร็วกว่ามาก ในปี 2017 สื่อใหญ่ของโลกทั้ง New York Times และ The Economist ต่างนำเสนอรายงานพิเศษว่าการเมืองออสเตรเลียกำลังถูกจีนแทรกแซงอย่างหนัก คำถามที่ถูกยกขึ้นคือ “ระบบการเมืองของออสเตรเลียคอร์รัปชั่นได้ง่ายเกินไปหรือไม่?” และ “จีนกลายเป็นมหาอำนาจจอมเจ้าเล่ห์ (Meddle Kingdom) ไปแล้วหรือ?”  รายงานเหล่านี้อ้างอิงผลสอบสวนของสำนักข่าว Fairfax Media และ ABC ของออสเตรเลีย ซึ่งร่วมกับการสืบสวนภายในของหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคงออสเตรเลีย พบหลักฐานชัดเจนว่า จีนดำเนิน “ปฏิบัติการแทรกแซง” ในการเมืองออสเตรเลียอย่างเป็นระบบและในขนาดที่ใหญ่กว่าประเทศอื่นใด  ถึงขั้นที่หน่วยข่าวกรอง ASIO สรุปว่าจีนเป็นภัยคุกคามด้านแทรกซึมอันดับหนึ่งของออสเตรเลียในขณะนั้น พรรคคอมมิวนิสต์จีนถูกจับได้ว่าพยายาม “เจาะ” เข้าสู่แวดวงการเมืองและการต่างประเทศของออสเตรเลีย รวมถึงพยายามช่วงชิงความภักดีของชุมชนเชื้อสายจีนในออสเตรเลียเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของปักกิ่ง 

    วิธีการที่จีนใช้ในออสเตรเลีย ไม่ต่างจากในนิวซีแลนด์ ได้แก่ การปลูกเครือข่ายแนวร่วมกับนักการเมืองและพรรคการเมือง (ผ่านทั้งการบริจาคเงินและการสร้างมิตรภาพส่วนตัว), การควบคุมชุมชนจีนโพ้นทะเล (ผ่านสมาคมและสื่อภาษาจีนท้องถิ่น), การแทรกแซงสถาบันการศึกษาด้วยเงินทุนวิจัยหรือการจัดตั้งสถาบันขงจื่อ, และการลงทุนในธุรกิจยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น มีกรณีอื้อฉาวที่ วุฒิสมาชิกแซม ดัสเตียริ (Sam Dastyari) จากพรรคฝ่ายค้านต้องลาออกจากตำแหน่งบริหารพรรคในปี 2017 หลังมีคลิปเสียงหลุดเผยว่าเขา สนับสนุนจุดยืนจีนในทะเลจีนใต้ (ซึ่งขัดกับนโยบายพรรคตนเองและรัฐบาลออสเตรเลีย) โดยเขาพูดขณะยืนเคียงข้าง หวง เซียงโม (Huang Xiangmo) นักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวจีนผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้พรรคการเมืองออสเตรเลียหลายพรรค  กรณีนี้เป็นหลักฐานชัดว่าการสนับสนุนทางการเงินจากจีนส่งผลต่อท่าทีของนักการเมืองบางคนจนยอมพูดเพื่อเอาใจจีน แม้จะขัดกับผลประโยชน์ชาติของตนเอง

    การตอบสนองของออสเตรเลีย ต่อภัยแทรกแซงจากจีนรวดเร็วและเด็ดขาดกว่านิวซีแลนด์มาก รัฐบาลนายกฯ มัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ (Malcolm Turnbull) ได้ประกาศในเดือนธันวาคม 2017 ถึงชุดมาตรการปฏิรูประบบกฎหมายความมั่นคงครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่ทศวรรษ 1970 โดยระบุว่ามี “ความพยายามจากต่างชาติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการเข้าครอบงำกระบวนการทางการเมืองของเรา” พร้อมยกตัวอย่าง “รายงานที่น่ากังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของจีน” เป็นเหตุผลหนึ่งของการยกระดับกฎหมาย  มาตรการสำคัญที่ออสเตรเลียประกาศ ได้แก่ การห้ามเงินบริจาคทางการเมืองจากต่างชาติทุกกรณี (ก่อนหน้านี้ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นไม่กี่ประเทศประชาธิปไตยที่ยังอนุญาตให้พรรคการเมืองรับเงินจากต่างชาติได้ ซึ่งต่างจากสหรัฐฯ และยุโรปที่ห้ามไว้แล้ว) , การออกกฎหมายอาญาเอาผิดการแทรกแซงจากต่างชาติ – กำหนดให้การกระทำใด ๆ ในนามรัฐบาลต่างชาติที่แฝงเร้นเพื่อกดดันชักใยการเมืองออสเตรเลียเป็นความผิดทางอาญาร้ายแรง และ ระบบลงทะเบียนตัวแทนต่างชาติ – ผู้ที่ทำงานเป็นผู้ทำการแนะนำชักชวน (lobbyist) ให้รัฐบาลหรือนิติบุคคลต่างชาติจะต้องลงทะเบียนเปิดเผยต่อรัฐบาล (คล้ายกฎหมาย FARA ของสหรัฐฯ)  นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขคำจำกัดความความผิดฐานจารกรรมและทรยศชาติให้ครอบคลุมการครอบครองหรือรับข้อมูลลับที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงโดยไม่ได้รับอนุญาต (ไม่ใช่แค่ส่งต่อให้ต่างชาติเท่านั้น)  มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายป้องกันไม่ให้จีน (หรือรัฐอื่นใด) สามารถใช้ช่องโหว่ทางการเงินและกฎหมายมาแทรกแซงการเมืองออสเตรเลียได้อีก

    ควบคู่ไปกับกฎหมายใหม่ รัฐบาลออสเตรเลียยังดำเนินการเชิงนโยบาย เช่น สกัดกั้นการลงทุนจีนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่อาจกระทบความมั่นคง ในปี 2016 รัฐบาลสั่งระงับการขายบริษัทไฟฟ้า Ausgrid ให้กลุ่มทุนจีน และยับยั้งการซื้อที่ดินฟาร์มขนาดใหญ่ (Kidman Station) โดยนักลงทุนจีน ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง หลังจากก่อนหน้านั้นเคยปล่อยให้บริษัทจีนเช่าท่าเรือดาร์วิน 99 ปีจนเกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนัก  กล่าวได้ว่าออสเตรเลียรับรู้ภัยการแทรกแซงของจีนและเริ่ม “ปิดประตู” ในจุดที่เห็นว่าอ่อนไหวเร็วกว่า เมื่อเทียบกับนิวซีแลนด์ที่ในขณะนั้นยังไม่มีท่าทีแข็งขันมากนัก

    อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวของออสเตรเลียก็ส่งผลกระทบไปถึงนิวซีแลนด์ ภายในปี 2018–2019 นิวซีแลนด์ก็เริ่มถกเถียงประเด็นการแทรกแซงของจีนอย่างจริงจังมากขึ้น หน่วยข่าวกรองความมั่นคงนิวซีแลนด์ (SIS) ออกรายงานเตือนเรื่องภัยคุกคามจากการแทรกแซงของต่างชาติ โดยระบุว่าจีนคือผู้เล่นที่ “เคลื่อนไหวเชิงรุกที่สุด” ในการพยายามสอดแนมและมีอิทธิพลเหนือการเมืองนิวซีแลนด์  และรัฐบาลนิวซีแลนด์ได้แก้กฎหมายเลือกตั้งในปี 2019 เพื่อห้ามพรรคการเมืองรับเงินบริจาคจากต่างชาติที่เกิน 50 ดอลลาร์ (NZD) อีกทั้งยังร่วมมือกับชาติพันธมิตรเช่นสหรัฐฯ และออสเตรเลียมากขึ้นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองด้านภัยคุกคามไซเบอร์และการแทรกแซงทางการเมือง

    บทสรุป: รายงาน Magic Weapons ของแอนน์-มารี เบรดีได้เผยให้เห็นภาพรวมว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้สี จิ้นผิงใช้นโยบายงานแนวร่วมและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อขยายอำนาจและอิทธิพลในต่างแดนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะผ่านชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล การผูกมิตรกับชนชั้นนำ การเผยแพร่วัฒนธรรมและข้อมูลข่าวสาร หรือการลงทุนเศรษฐกิจ ความพยายามเหล่านี้ส่งผลให้จีนมีอำนาจละมุนเพิ่มขึ้นจนสามารถโน้มน้าวการตัดสินใจของรัฐบาลและสังคมต่างชาติได้มากขึ้นเป็นลำดับ   กรณีนิวซีแลนด์เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จีนประสบความสำเร็จในการสถาปนาภาพลักษณ์และอิทธิพลของตนในประเทศตะวันตกขนาดเล็ก ขณะเดียวกันกรณีออสเตรเลียแสดงให้เห็นว่าประเทศประชาธิปไตยเริ่มตระหนักและพยายามใช้ “อาวุธวิเศษ” ของฝ่ายประชาธิปไตย เช่น ความโปร่งใสทางการเงินและหลักนิติธรรม มา ปกป้องอธิปไตยของตนจากอิทธิพลภายนอก  รายงานชิ้นนี้เน้นย้ำว่าการรับมือภัยแทรกแซงจากต่างชาติจำเป็นต้องอาศัยทั้งเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลและความร่วมมือของภาคประชาสังคมในการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อใดที่ประเทศใดปล่อยปละละเลย ช่องว่างนั้นย่อมถูกถมเต็มด้วย “อาวุธวิเศษ” ของมหาอำนาจผู้ทะเยอทะยานอย่างแน่นอน

    อ้างอิงแหล่งข้อมูล: รายงาน “Magic Weapons” โดย Anne-Marie Brady, Wilson Center (กันยายน 2017)    ; ข้อมูลกรณีศึกษานิวซีแลนด์และออสเตรเลียจากรายงานเดียวกันและข่าวที่เกี่ยวข้อง เช่น Reuters   และแหล่งอื่น ๆ ที่ระบุไว้ในเนื้อหา

    https://www.facebook.com/share/p/1C468sTckL/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【หญิงไทยเผยประสบการณ์สยอง ถูกบริษัทจัดหาคู่จีนล่อลวง บังคับแต่งงานก่อนคืนสู่บ้านเกิด】

    เหยื่อแฉช่องทางรับสมัครผ่านกลุ่ม Facebook “หาแฟนคนจีน” — สถานทูตไทยในจีนชี้ช่วยไม่ได้หากจดทะเบียนสมรสแล้ว
    หญิงชาวไทยรายหนึ่งออกมาเปิดเผยประสบการณ์ถูกล่อลวงโดยบริษัทจัดหาคู่ให้กับชายชาวจีน หลังเดินทางไปจีนตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศไทยตามกำหนดในวันที่ 13 เมษายน
    เธอระบุว่าถูกบริษัทดังกล่าวบังคับให้ “แต่งงานและจดทะเบียนสมรสก่อน” จึงจะได้รับอนุญาตให้กลับไทย โดยระหว่างที่อยู่ในจีน เอเจนซี่จัดที่พักให้เธออยู่ในสถานที่เดียวกัน เพื่อคอยสอดส่องและควบคุมความเคลื่อนไหวตลอดเวลา หากต้องการออกไปไหนจะต้องมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทไปด้วยเสมอ
    เธอพยายามขอความช่วยเหลือจากสถานทูตไทยในจีน แต่ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ เนื่องจากเมื่อจดทะเบียนสมรสแล้ว ถือเป็น “เรื่องภายในครอบครัว” และสถานทูตจะสามารถเข้าช่วยเหลือได้ก็ต่อเมื่อผู้ร้องถูกทำร้ายร่างกายเท่านั้น
    สำหรับช่องทางที่ถูกชักชวนให้เข้าร่วมแผนการนี้ เธอระบุว่ามาจาก กลุ่ม Facebook ที่ใช้ชื่อว่า “หาแฟนคนจีน” ซึ่งปัจจุบันยังคงเปิดรับสมัครอยู่
    ก่อนถูกส่งตัวกลับไทย เอเจนซี่ยังได้ ลบข้อความการสนทนาทั้งหมดในโทรศัพท์ ของเธอ โดยอ้างว่าเนื้อหาดังกล่าวผิดกฎหมายของจีน
    ผู้เสียหายรายนี้ระบุว่าตนเป็น “1 ในหลายคน” ที่ตกเป็นเหยื่อของบริษัทดังกล่าว บางรายยังไม่สามารถหลบหนีออกมาได้
    ทีมงานเพจกำลังติดตามข้อมูลเพิ่มเติม หากผู้อ่านมีข้อมูลหรือเคยพบเห็นกลุ่ม Facebook ลักษณะนี้ สามารถแจ้งมาได้ที่ inbox

    https://www.facebook.com/share/p/1AhCWp4nt2/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【อินโดนีเซีย–บราซิล–กานา ปิดประตูใส่จีน : สามทวีปพร้อมใจรีดเค้นทุนจีน ยุคทองของบริษัทจีนในตลาดทรัพยากรโลกกำลังจะจบลง】


    นิกเกิลถูกตัดโควตา 34% – บราซิลตั้งเงื่อนไข “แลกแร่กับเทคโนโลยี” – กานาบีบยักษ์เหมืองทองส่งคืนงานหลักให้ผู้รับเหมาท้องถิ่นภายในธันวาคมนี้ สามประเทศใหญ่ส่งสัญญาณพร้อมเพรียงในห้วงเวลาที่สหรัฐฯ กลับมาแข็งกร้าว


    ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา บรรษัทจีนได้ทุ่มเงินทุนและเทคโนโลยีมหาศาลเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมนิกเกิลของอินโดนีเซีย จนโครงสร้างอุตสาหกรรมรวมศูนย์อยู่ในมือทุนจีนอย่างหนาแน่น แต่โมเดลที่พึ่งพาทุนจีนระดับสูงเช่นนี้กลับเปราะบางอย่างยิ่งเมื่อภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน และในต้นปี 2026 อินโดนีเซียก็ลงมือยกเครื่องอุตสาหกรรมนิกเกิลครั้งใหญ่


    ภายใต้แผนงานและงบประมาณรายปี (RKAB) ปี 2026 ที่กระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซียกำหนด โควตาผลิตแร่นิกเกิลถูกลดจาก 379 ล้านตันในปี 2025 เหลือเพียง 250–270 ล้านตัน หรือลดลงประมาณ 34% ส่วนเหมืองหลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ PT Weda Bay Nickel บนเกาะฮัลมาเฮรา ซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่าง คุณเอราเมต (Eramet) ของฝรั่งเศส และ คุณซิงซาน โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Tsingshan / 青山控股) ของจีน ถูกแจ้งให้ส่งแผนงานที่สะท้อนปริมาณการผลิตและจำหน่ายเพียง 12 ล้านตันในปี 2026 ลดจาก 42 ล้านตันที่อนุญาตไว้ในปี 2025 อย่างฮวบฮาบ


    【ทุนจีนคุมโรงถลุงนิกเกิลในอินโดฯ ครองตลาดโลก 60%】


    ในส่วนของการแปรรูปนิกเกิล บรรษัททุนจีนเป็นแหล่งลงทุนต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในโรงถลุงและโรงรีไฟน์เนอรีของอินโดนีเซีย ครองตลาดประมวลผลในประเทศมาอย่างยาวนาน โดยส่วนแบ่งของอินโดนีเซียในตลาดนิกเกิลโลกพุ่งจาก 31.5% ในปี 2020 (ปีที่อินโดนีเซียประกาศห้ามส่งออกแร่ดิบ) เป็น 60.2% ในปี 2024 ผ่านการลงทุนของทุนจีนเป็นหลัก ทุนจีนจึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดและตรงที่สุดจากการตัดโควตาครั้งนี้


    นอกจากนี้ ในเดือนตุลาคม 2025 รัฐบาลอินโดนีเซียยังออกระเบียบกระทรวงเลขที่ 17 ที่ปรับระบบ RKAB ใหม่ ผู้ถือใบอนุญาตเหมืองต้องยื่นขออนุมัติโควตาใหม่อีกครั้งสำหรับปี 2026–2027 และต้องจัดสรรเงินทุนเพื่อฟื้นฟูเหมืองหลังจากยุติการดำเนินการ ก่อนหน้านั้นในเดือนกันยายน 2025 ทางการได้สั่งระงับใบอนุญาตเหมืองแล้วถึง 190 ใบอนุญาต เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ด้านการฟื้นฟูหรือการผลิต ส่งสัญญาณชัดว่ารัฐกำลังกระชับการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด


    【นี่ไม่ใช่การปรับนโยบายธรรมดา : อินโดนีเซียจับมือสหรัฐฯ แล้ว】


    ถ้ามองจากมุมอุตสาหกรรมล้วนๆ มาตรการเหล่านี้อาจดูเหมือนการปรับสมดุลปกติของประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากร แต่ประเด็นคืออินโดนีเซียกำลังเดินเกมการทูตคู่ขนานไปด้วย เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026 ที่กรุงวอชิงตัน คุณแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย และคุณเจมีสัน กรีร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ลงนามข้อตกลงการค้าแบบต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade / ART) ครอบคลุมอุปทานแร่ธาตุสำคัญ ความร่วมมืออุตสาหกรรม และการเข้าถึงตลาด


    ที่น่าสนใจคือ ข้อตกลงระบุชัดว่าอินโดนีเซียต้อง “ใช้มาตรการจำกัด” การผลิตส่วนเกินของโรงประมวลผลที่ทุนต่างชาติเป็นเจ้าของ รวมถึงนิกเกิล โคบอลต์ บอกไซต์ ทองแดง ดีบุก และแมงกานีส โดยกำหนดให้ปริมาณการผลิตต้องสอดคล้องกับโควตาของอินโดนีเซีย และให้ปฏิบัติต่อนักลงทุนสหรัฐฯ ในตลอดห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ “ไม่น้อยกว่า” บริษัทในประเทศ เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งครอบงำของทุนจีนในห่วงโซ่นิกเกิลของอินโดนีเซีย ก็ไม่ยากที่จะเห็นว่าข้อตกลงนี้พุ่งเป้าไปที่ใคร


    นักวิเคราะห์ระบุว่า โครงการเหมืองและโรงถลุงนิกเกิลขนาดใหญ่ที่พึ่งพาผู้รับเหมา EPC อุปกรณ์ และแรงงานสัญญาจ้างจีน มีแนวโน้มเผชิญภาระการปฏิบัติตามมาตรฐานที่หนักขึ้น การถูกตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น และความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น ภายใต้สมรภูมิแข่งขันสหรัฐฯ–จีนที่กำลังเข้มข้น อินโดนีเซียได้เลิกใช้ยุทธศาสตร์เดินสายกลางแบบเดิม หันไปแนบชิดกับสหรัฐฯ มากขึ้น พร้อมกระจายความร่วมมือในภาคทรัพยากรสำคัญ


    【บราซิลเปิดเงื่อนไข : ใครอยากได้แร่ ต้องส่งเทคโนโลยีมาก่อน】


    ในอเมริกาใต้ก็มีพัฒนาการที่อ่อนไหวไม่แพ้กัน บราซิลส่งสัญญาณชัดเจนว่ายินดีร่วมมือพัฒนาแหล่งแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) แต่ตั้งเงื่อนไขเด็ดขาดว่าใครก็ตามที่อยากเข้ามาร่วม ต้องนำเทคโนโลยีหลักด้านการถลุงและแปรรูปมาให้ก่อน


    พูดอีกอย่างคือ บริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้าร่วมในโครงการแร่หายากของบราซิล ต้องสร้างโรงงานแปรรูปในประเทศ จัดตั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบบครบวงจรในพื้นที่ และเปิดให้บราซิลเข้าถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ผิวเผินเงื่อนไขนี้ใช้กับทุกประเทศเท่าเทียมกัน แต่ในความเป็นจริง หากเข้าใจการกระจายเทคโนโลยีระดับโลก ก็จะเห็นชัดว่านโยบายนี้พุ่งเป้าไปที่ใคร


    คุณเลโอนาร์โด ดูร็องส์ (Leonardo Durans) ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรมบราซิล เปิดเผยกับสื่อชัดเจนว่า บราซิลต้องการรับเงินทุนจากต่างประเทศแต่ต้องมีข้อเสนอตอบแทนคือการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน “เพื่อให้บราซิล ทั้งกับสหรัฐฯ ทั้งกับอียู หรือกับจีน ได้ประโยชน์ร่วมกัน” ขณะที่กลุ่มสมาชิกสภาคองเกรสฝ่ายรัฐบาลลูลาเสนอจัดตั้งบริษัทรัฐวิสาหกิจชื่อ “Terrabras” เพื่อพัฒนาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญร่วมกับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในร่างกฎหมายอย่างน้อย 13 ฉบับที่กำลังเสนอให้กำกับดูแลภาคแร่ธาตุสำคัญ


    【บราซิลถือไพ่แข็ง : ครองสำรองแร่หายากใหญ่อันดับ 2 ของโลก】


    บราซิลถือเป็นมหาอำนาจทรัพยากรระดับโลก ถือครองสำรองแร่หายากประมาณ 17% ของโลก หรือคิดเป็นออกไซด์แร่หายากเทียบเท่าราว 22 ล้านตัน ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน ส่วนทรัพยากรนิกเกิลและแกรไฟต์ก็อยู่ในระดับท็อปของโลกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบราซิลผลิตและรีไฟน์แร่หายากน้อยกว่า 1% ของโลก ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานสากล (IEA)


    ประธานาธิบดีคุณลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ของบราซิล กล่าวซ้ำหลายครั้งว่าประเทศไม่ต้องการเป็นเพียงผู้ส่งออกวัตถุดิบอีกต่อไป แต่ต้องการขยับขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมระดับสูง โดยเมื่อปลายเดือนมีนาคม คุณลูลาประกาศที่ที่ประชุมสุดยอดแอฟริกา–ลาตินอเมริกาในโคลอมเบียว่า แร่ธาตุสำคัญคือโอกาสที่จะปฏิเสธการเป็น “เพียงผู้ส่งออกแร่” และ “ผลิตในประเทศเพื่อพัฒนาประเทศของเรา” เงื่อนไขที่ตั้งไว้ครั้งนี้สรุปได้สั้นๆ ว่า “แลกทรัพยากรกับเทคโนโลยี”


    มองในเชิงโครงสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมระดับโลก ทรัพยากรต้นน้ำมีกระจายอยู่หลายประเทศ แต่การถลุงและการแยกแร่ในขั้นกลางน้ำกลับรวมศูนย์ในจีนอย่างหนัก โดยจีนคุมกำลังประมวลผลแร่หายากของโลก 60–70% แม้จะถือสำรองเพียง 37% เท่านั้น ขณะที่สหรัฐฯ พูดถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่มาตลอด แต่ความก้าวหน้าด้านการถลุงยังจำกัด ส่วนออสเตรเลียมีทรัพยากรมหาศาล แต่กลับส่งออกวัตถุดิบดิบและนำเข้าสินค้าแปรรูปกลับมา


    ดังนั้น เงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีของบราซิลในเชิงปฏิบัติแล้ว ก็เป็นการพุ่งเป้าไปที่บรรษัททุนจีนนั่นเอง


    【กานาส่งคำขาดเหมืองทอง : โอนงานหลักให้ผู้รับเหมาท้องถิ่นภายในธันวาคมนี้】


    แต่ความเคลื่อนไหวที่หนักที่สุดเกิดขึ้นในแอฟริกา เมื่อวันที่ 22 เมษายน สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เปิดเผยข้อมูลจากแหล่งข่าว 5 รายและเอกสารทางการว่า คณะกรรมการแร่ธาตุของกานา (Ghana’s Minerals Commission) ได้ออกคำขาดต่อสามยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเหมืองทอง ได้แก่ คุณนิวมอนต์ (Newmont) ของสหรัฐฯ คุณแองโกลโกลด์ อาชานติ (AngloGold Ashanti) จากแอฟริกาใต้ และ คุณจื่อจิน ไมนิง (Zijin Mining / 紫金矿业) ของจีน


    เงื่อนไขตรงไปตรงมา : ภายในเดือนธันวาคม 2026 บริษัททั้งสามต้องส่งมอบการดำเนินการเหมืองให้กับผู้รับเหมาท้องถิ่นกานาทั้งหมด หากไม่ปฏิบัติตามจะเผชิญมาตรการลงโทษ ตั้งแต่ค่าปรับจำนวนมาก ไปจนถึงการสั่งหยุดเดินเครื่องเหมือง โดยคณะกรรมการแร่ธาตุได้สื่อสารกำหนดเส้นตายผ่านจดหมายแยกที่ส่งในเดือนตุลาคม 2025 และมกราคม 2026 ซึ่งบริษัททั้งสามต่างขอขยายเวลาแต่ถูกปฏิเสธ


    มองเผินๆ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงการเอาท์ซอร์สบางส่วน แต่แท้จริงไม่ใช่ เมื่อมองควบคู่กับนโยบายของกานาตลอดปีที่ผ่านมา จะเห็นว่านี่คือการกระจายอำนาจอุตสาหกรรมอย่างจงใจ กานาไม่ได้ขับไล่นักลงทุนต่างชาติ แต่เรียกคืนการควบคุมในส่วนที่วิกฤตที่สุด ทำกำไรได้มากที่สุด และเป็นเชิงยุทธศาสตร์ที่สุด


    ในอดีต บรรษัทจีนหลายแห่งเชื่อว่าได้สิทธิ์ทำเหมืองคือได้คุมแร่ แต่กานาบอกชัดว่าแร่ในเหมืองอาจจะยังเป็นของคุณ แต่ใครเป็นคนทำงาน ใครได้กำไรค่าบริการ และดำเนินการอย่างไร ไม่ใช่การตัดสินใจของคุณอีกต่อไป


    【ตั้งแต่ต้นปี 2025 : กานาเริ่มทยอยเปลี่ยนกฎแล้ว】


    จริงๆ แล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 กานาได้ปรับปรุงระเบียบการถือครองท้องถิ่นในภาคเหมือง โดยกำหนดให้ การทำเหมืองเปิด (surface mining) ต้องดำเนินการโดยบริษัทที่กานาเป็นเจ้าของทั้งหมดเท่านั้น ขณะที่การทำเหมืองใต้ดิน (underground mining) ต้องดำเนินการโดยบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นกานาไม่น้อยกว่า 50%


    ผู้ดำเนินการรายใหญ่ส่วนมากได้เปลี่ยนไปใช้โมเดลเหมืองแบบสัญญา (contract mining) ตามกฎใหม่ก่อนแล้ว เหลือเพียงสามบริษัทใหญ่นี้ที่ยังเดินเครื่องด้วยพนักงานของตนเอง ทำให้กลายเป็นเป้าหมายของคำขาดล่าสุด


    【จื่อจินยังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้าง ก็เจองานหินแล้ว】


    สำหรับ คุณจื่อจิน ไมนิง สถานการณ์ยากเป็นพิเศษ บริษัทเพิ่งเข้าซื้อกิจการเหมืองทอง Akyem ในกานาเมื่อปี 2025 และยังอยู่ในช่วงรวมกิจการ แต่กลับต้องเผชิญกฎที่เข้มงวดขึ้นทันที โดยทางสาขาในกานาระบุว่ากำลังหารือกับคณะกรรมการแร่ธาตุตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 พยายามจัดเตรียมการประมูลและกรอบทางเทคนิคสำหรับการเปลี่ยนไปใช้โมเดลเหมืองแบบสัญญา พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้


    นี่สะท้อนความจริงข้อหนึ่ง : “เป็นเจ้าของสินทรัพย์ ไม่ได้แปลว่าควบคุมสินทรัพย์” ผู้ที่ได้ประโยชน์จริงๆ จากนโยบายรอบนี้คือผู้รับเหมาเหมืองท้องถิ่นของกานา ที่กำลังรับงานหลักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมขยายขีดความสามารถด้านเทคนิคและความปลอดภัย


    【สามทวีปบีบพร้อมเพรียง : ผลพวงจากภูมิรัฐศาสตร์ปีที่แล้ว】


    นักวิเคราะห์ระบุว่า ยักษ์เหมืองจีนกำลังถูกบีบพร้อมกันในสามทวีป ซึ่งเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสถานการณ์ระหว่างประเทศตั้งแต่ปีที่แล้ว


    พูดง่ายๆ คือ สงครามรัสเซีย–ยูเครน เป็นสงครามที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ต้องการมากที่สุด ในทางกลับกัน การเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องในเวเนซุเอลาและอ่าวเปอร์เซียในปีนี้ คือสิ่งที่ปักกิ่งต้องการเห็นน้อยที่สุด เพราะกระทบผลประโยชน์หลัก ขณะเดียวกัน มหาอำนาจทรัพยากรอย่างอินโดนีเซีย บราซิล และกานา ได้เห็นจุดอ่อนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและการกลับมาแข็งกร้าวของสหรัฐฯ


    ในบรรยากาศเช่นนี้ การเลิกพึ่งปักกิ่งและหันไปจับมือวอชิงตัน (รวมถึงกระจายไปยังอียูและพันธมิตรอื่น) ได้กลายเป็นความเข้าใจร่วมกันของประเทศเจ้าของทรัพยากร ผลคืออุตสาหกรรมที่ CCP ใช้เวลาหลายปีสร้างขึ้นในต่างประเทศ ก็กลายเป็นเครื่องสังเวยในศึกชิงอำนาจสหรัฐฯ–จีนอย่างเลี่ยงไม่ได้


    ในมุมที่ลึกลงไป นี่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของยุทธศาสตร์ทรัพยากรโลกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่อาศัยการส่งออกทุนและการขยายกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว ทำให้การลงทุนกระจุกตัวในบางภูมิภาค แต่กลับประเมินความเสี่ยงเชิงสถาบัน นโยบาย และภูมิรัฐศาสตร์ไว้ต่ำเกินไป เมื่อประเทศพันธมิตรปรับยุทธศาสตร์ ความได้เปรียบที่สั่งสมมากลับอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว


    หากจะสรุปด้วยสำนวนที่เจ้าหน้าที่จีนชอบใช้ ก็เปรียบเสมือน “ยกหินทุ่มเท้าตัวเอง” (搬起石头砸自己的脚) นั่นเอง


    ———

    ที่มา : รอยเตอร์ (Reuters), MINING.com, S&P Global, The Diplomat, Indonesia Business Post, Climate Home News, สำนักข่าวภาคภาษาอังกฤษ
    https://www.facebook.com/share/p/1HB9ANcNsm/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【เตือนข่าวปลอม! สีจิ้นผิงไม่ได้พูดว่า “ชาติที่ล้มเหลวคือประชาชนโง่”】

    ช่วงนี้มีภาพอ้างคำพูดของสีจิ้นผิง ผู้นำจีน ถูกแชร์ต่อในโซเชียลไทย โดยระบุว่า “ชาติที่ล้มเหลว คือประชาชนโง่ เป็นทาสเงินนักการเมือง แยกแยะดีชั่วไม่เป็น ข้าราชการไม่ทำงาน ความยุติธรรมไม่มีจริง”


    จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบหลักฐานว่าคำพูดดังกล่าวเป็นคำพูดจริงของสีจิ้นผิง ทั้งจากคำปราศรัยทางการ ข่าวของสื่อจีนอย่าง CCTV, Xinhua, People’s Daily หรือรายงานจากสื่อต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ ข้อความนี้จึงเข้าข่าย “คำพูดปลอม” หรือ fake quote ที่นำภาพผู้นำต่างชาติมาประกอบ เพื่อสร้างน้ำหนักทางการเมืองในบริบทไทย


    คำพูดจริงของสีจิ้นผิงโดยทั่วไปมักอยู่ในกรอบการเมืองจีน เช่น การฟื้นฟูชาติจีน ความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์ และการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ใช่ถ้อยคำด่าประชาชนแบบตรง ๆ ตามที่ภาพดังกล่าวกล่าวอ้าง


    ประชาชนควรตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนแชร์ โดยเฉพาะภาพคำคมทางการเมืองที่ไม่มีลิงก์ข่าว ไม่มีคลิปต้นฉบับ และไม่มีเอกสารอ้างอิงจากแหล่งทางการ

    ที่มา: ตรวจสอบจากฐานข่าวและสื่อทางการจีน

    https://www.facebook.com/share/p/18NBEw9WmP/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บทความนี้ถอดคำพูดจาก หลู่ อี้เหิง (โตรอนโต้ ฟางเหลี่ยน) จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่พำนักในแคนาดา

    ฟางเหลี่ยน กล่าว :

    Part 1

    สวัสดีทุกคน

    ผมคือ โตรอนโต้ฟางเหลี่ยน วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง VPN

    ช่วงนี้ในจีนแผ่นดินใหญ่มีกระแสข่าวเรื่องการกวาดล้าง VPN ออกมา ปัญหา VPN ก็เป็นเหมือนดาบเล่มหนึ่งที่แขวนอยู่เหนือหัวคนจีนมาตลอด เพื่อนหลายคนที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่น่าจะกังวลกันมากว่า สักวันหนึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนอาจปิด VPN ทั้งหมด และทำให้จีนถูกตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตในระดับกายภาพจริง ๆ ถ้าถึงตอนนั้น จีนก็คงไม่ต่างอะไรจากเกาหลีเหนือขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

    แล้วพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีความเป็นไปได้ไหมที่จะปิดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของจีน และแบน VPN อย่างเด็ดขาด?

    เสรีภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เหลืออยู่ของพวกเรา มีโอกาสจะหายไปหรือไม่?

    ก่อนอื่น ถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ให้ชัด เราต้องเริ่มจากระดับเทคนิคก่อนว่า การแบน VPN อย่างสมบูรณ์นั้นทำได้จริงหรือไม่ คนจีนเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตนานาชาติได้อย่างไร

    ตรงนี้เราสามารถจินตนาการว่าจีนเป็นเหมือนหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ที่มีคนอยู่ 1,400 ล้านคน ภายในหมู่บ้านทั้งหมดก็คือเครือข่ายภายในของจีน พอออกจากหมู่บ้านก็เป็นเครือข่ายภายนอก และบนกำแพงของหมู่บ้านนี้มีประตูหลักอยู่ 3 ประตู ได้แก่ ไชน่าโมบายล์ ไชน่ายูนิคอม และไชน่าเทเลคอม

    บริษัทโทรคมนาคม 3 แห่งนี้เป็นผู้ควบคุมการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายภายในประเทศจีนกับอินเทอร์เน็ตโลก

    พฤติกรรมการเชื่อมต่อทั้งหมดของจีนกับโลกภายนอก ต้องออกผ่านประตูทั้ง 3 นี้

    ส่วนพฤติกรรมการเชื่อมต่อนี้ คุณสามารถเข้าใจง่าย ๆ ว่าเหมือนการส่งพัสดุออกจากหมู่บ้าน คุณอยากดูยูทูบ ก็ต้องส่งพัสดุคำขอไปหายูทูบ บอกว่าอยากดูวิดีโอ หลังจากนั้นยูทูบก็ส่งพัสดุที่มีเนื้อหาวิดีโอกลับมาให้คุณ

    และที่หน้าประตูทั้ง 3 ของหมู่บ้าน จะมียามคนหนึ่งยืนตรวจสอบพัสดุทุกชิ้นที่ผ่านเข้าออกประตูทั้ง 3 นั้น ยามคนนี้ก็คือสิ่งที่เรารู้จักกันในชื่อ กำแพงไฟร์วอลล์จีน หรือ Great Firewall

    แต่เกณฑ์การตรวจสอบของยามคนนี้ ไม่ได้เหมือนกับพวกเจ้าหน้าที่ชุดขาวช่วงโควิดที่ยืนอยู่หน้าประตู แล้วให้เฉพาะคนที่มีรหัสสุขภาพสีเขียวผ่านเข้าได้ ส่วนสีเหลือง สีแดง หรือไม่มีรหัสสุขภาพ ถูกปฏิเสธทั้งหมด

    ยามคนนี้ใช้ระบบแบบ “รหัสดำ” หรือก็คือระบบบัญชีดำ โดยจะเอา IP ของเว็บไซต์บางแห่งไปติดเครื่องหมาย แล้วใส่เข้าไปในบัญชีดำ

    เว็บไซต์ที่เป็นตัวอย่างชัดที่สุดในบัญชีดำนี้ ก็คือยูทูบที่คุณกำลังดูอยู่ตอนนี้

    เมื่อเว็บไซต์ใดถูกใส่เข้าไปในบัญชีดำแล้ว เวลาคุณส่งคำขอไปยังเว็บไซต์นั้น หรือส่งพัสดุไปยังเว็บไซต์นั้น ยามหน้าประตูก็จะปฏิเสธทันที แน่นอนว่าเมื่อเว็บไซต์นั้นส่งพัสดุกลับมาให้คุณ หรือส่งข้อมูลกลับมาให้คุณ ยามหน้าประตูก็จะปฏิเสธทันทีเช่นกัน และวิธีปฏิเสธก็รวมถึงเทคนิคอย่างการโจมตี DNS และเทคนิคอื่น ๆ ตรงนี้ผมจะไม่ลงรายละเอียด

    แล้ว VPN คืออะไร?

    มันคือเทคโนโลยีการปลอมตัวชนิดหนึ่ง เปรียบเหมือนจุดรับส่งพัสดุ พัสดุของคุณจะถูกส่งไปยังจุดรับส่งพัสดุนี้ก่อน แล้วจึงถูกส่งต่อไปยังยูทูบ ข้อมูลจากยูทูบก็จะถูกส่งไปยังจุดรับส่งนี้ก่อน แล้วค่อยส่งต่อมาให้คุณ

    เมื่อมีการปลอมตัวและส่งต่อแบบนี้ ก็สามารถเผ่าลี่ยงผ่านระบบไฟร์วอลล์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ พัสดุของคุณจึงถูกเปลี่ยนจากพัสดุสีดำให้กลายเป็นพัสดุสีขาว

    ดังนั้นจากตรรกะนี้ เราก็สามารถจินตนาการได้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะห้ามคุณใช้ VPN ได้อย่างไร ภายใต้กรอบแบบนี้ ตรรกะของการแบน VPN จริง ๆ แล้วมีอยู่ 2 อย่าง

    หนึ่ง คือโจมตีโหนดผิดกฎที่อยู่ภายนอก หรือก็คือจุดรับส่งพัสดุผิดกฎ แล้วใส่พวกมันเข้าไปในบัญชีดำ

    อีกหนึ่ง คือเพิ่มการลาดตระเวนของยามหน้าประตู พยายามตรวจจับพัสดุที่ถูกปลอมตัว หรือข้อมูลที่ถูกปลอมตัว

    และนี่ก็เป็นสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังทำอยู่จริง เพียงแต่มันไม่ได้ทำถี่ขนาดนั้น

    จีนมีสถานการณ์หนึ่งมาตลอด นั่นคือพอถึงช่วง 4 มิถุนายน หรือการประชุมสองสภา VPN หลายตัวก็จะใช้งานได้แย่ลง แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

    จริง ๆ แล้วก็เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพิ่มการควบคุมในช่วงเวลานั้น ทุกครั้งที่ถึงวันที่ 4 มิถุนายน ไฟร์วอลล์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือยามคนนี้ ก็จะเข้มงวดกับการตรวจสอบมากขึ้น การตรวจสอบนี้ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Deep Packet Inspection หรือ DPI

    นี่คือเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดและทรงพลังที่สุดของไฟร์วอลล์จีน คุณสามารถเข้าใจได้ว่า เหมือนมีการสร้างเครื่องเอกซเรย์ไว้ตรงทางเข้าออกของหมู่บ้าน เพื่อสแกนพัสดุทุกชิ้นที่เข้าออก หรือก็คือข้อมูลทุกชิ้น

    ถึงแม้ข้อมูลของคุณจะผ่านการส่งต่อแล้วส่งต่ออีก แต่สิ่งบางอย่าง เช่น โปรโตคอลเครือข่าย หรือลักษณะเฉพาะของข้อมูล มันไม่ได้เปลี่ยนไป เหมือนกับที่แต่ละคนมีท่าเดินไม่เหมือนกัน

    เทคโนโลยี DPI จึงสามารถดู “ท่าเดิน” เหล่านี้ เพื่อประเมินว่าว่าทราฟฟิกของคุณเป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ตตามปกติ หรือกำลังใช้เครื่องมือมุดกำแพง

    แน่นอนว่า DPI ก็มีค่าเกณฑ์ความไวในการตรวจจับของมัน เพราะสุดท้ายมันอาศัยการคาดเดาว่าทราฟฟิกของคุณเป็นทราฟฟิกมุดกำแพงหรือไม่ แต่จะเข้มงวดแค่ไหนนั้นยังเป็นเรื่องที่ปรับได้

    และทุกครั้งที่ถึงช่วงอ่อนไหวอย่างการประชุมสองสภา หรือวันที่ 4 มิถุนายน เกณฑ์ของ DPI ก็จะเข้มงวดเป็นพิเศษ

    นอกจากนี้ อีกวิธีหนึ่งคือในช่วงเวลาสำคัญ พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็จะกวาดล้างโหนดผิดกฎบางส่วนด้วย

    ปกติไฟร์วอลล์จีนยังมีวิธีที่เรียกว่า การสำรวจเชิงรุก ก็คือมันจะตรวจจับเชิงรุกออกไปค้นหาจุดรับส่งพัสดุ หรือ IP ที่ดูน่าสงสัย

    เมื่อยามสงสัยว่า IP บางตัวเป็น VPN มันก็จะปลอมตัวเป็นผู้ใช้ แล้วส่งคำขอไป

    ถ้า IP นั้นตอบกลับตามรูปแบบของ VPN ยามก็จะเอามันใส่เข้าไปในรายชื่อทันที

    และเมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญ ก็จะปิดกั้น IP ที่อยู่ในรายชื่อนั้นแบบรวมศูนย์ เอาพวกมันใส่เข้าไปในบัญชีดำของไฟร์วอลล์อินเทอร์เน็ตทั้งระบบ

    ดังนั้น ถ้า VPN ของคุณพอถึงช่วงเวลาสำคัญ เช่น วันที่ 4 มิถุนายน หรือการประชุมสองสภา แล้วพัง ใช้งานไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่า VPN ตัวนั้นเข้าข้างพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือรับคำสั่งจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้ช่วงนั้นไม่ช่วยคุณมุดกำแพง

    เป็นไปได้มากกว่าว่า VPN ตัวนั้นมีเทคโนโลยีไม่ดีพอ เลยถูก DPI และการสำรวจเชิงรุกจับได้ง่าย ๆ

    หรืออีกความเป็นไปได้คือ VPN ตัวนั้นมีคนใช้มากเกินไป ทำให้โหนดถูกทำเครื่องหมายตั้งแต่เนิ่น ๆ

    แน่นอนว่า การปฏิบัติการในช่วงการประชุมสองสภาของทุกปี โดยพื้นฐานแล้วก็คือขีดจำกัดของการแบนภายใต้ตรรกะไฟร์วอลล์จีนแบบเดิม โดยไม่ปรับโครงสร้างไฟร์วอลล์ครั้งใหญ่

    ระบบชุดนี้เมื่อนำมาใช้ มันไม่สามารถแบน VPN หรือแบนพฤติกรรมมุดกำแพงได้ทั้งหมด ทำได้แค่เพิ่มความยากในการมุดกำแพงบางส่วนเท่านั้น และการควบคุมเครือข่ายแบบเข้มข้นเช่นนี้ สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเองก็ไม่สามารถทำให้เป็นภาวะปกติได้นัก

    Part 2

    ก่อนอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างการตรวจจับแบบ DPI กับเทคโนโลยีมุดกำแพงด้วย VPN ก็เหมือนคนสองคนกำลังเล่นเกมรุกกับรับกันอยู่ ถ้าคุณแค่เพิ่มความเข้มข้นเป็นครั้งคราวช่วง 4 มิถุนายน หรือการประชุมสองสภา ผู้ให้บริการ VPN หลายรายก็อาจปล่อยผ่านไป เพราะถึงอย่างไรก็ใช้งานไม่ได้แค่ไม่กี่วัน ผลกระทบต่อเขาค่อนข้างน้อย

    แต่ถ้าคุณรักษามาตรฐานการตรวจจับที่เข้มงวดสูงไว้เป็นปกติ นอกจากจะทำให้ IP ปกติถูกลูกหลงแล้ว ยังจะทำให้ผู้ให้บริการ VPN ถูกบีบให้ยกระดับเทคโนโลยีของตัวเองเพื่อมาต่อสู้กับเทคโนโลยีไฟร์วอลล์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

    และการต่อสู้นี้ยังเป็นการต่อสู้ที่ไม่สมมาตรด้วย ไฟร์วอลล์อาจปิดช่องโหว่ได้ 100 จุด แต่ตราบใดที่ยังเหลือช่องโหว่เพียงจุดเดียว VPN ก็สามารถเจาะผ่านไปได้ง่าย

    ถ้านำพฤติกรรมปิดกั้นโหนดในช่วง 4 มิถุนายน หรือการประชุมสองสภา มาทำให้เป็นเรื่องปกติ คือเจอ IP น่าสงสัยเมื่อไหร่ก็ปิดเมื่อนั้น สำหรับบริษัท VPN มันก็แค่ต้องเปลี่ยนโหนดบ่อยขึ้น ทำให้บริษัท VPN ลำบากขึ้นนิดหน่อย แต่ไม่สามารถขัดขวางไม่ให้บริษัท VPN ให้บริการต่อไปได้

    ถ้าพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้การโจมตีแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ผลลัพธ์จริง ๆ อาจเป็นว่า ความยากโดยรวมของการมุดกำแพงยังไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าไร แต่สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเอง พอถึงช่วง 4 มิถุนายน หรือการประชุมสองสภา อยากจะเพิ่มความเข้ม อยากไม่ให้ทุกคนเข้าเว็บนอก กลับทำไม่ได้แล้ว

    ดังนั้น เมื่อดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน ต่อให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนกวาดล้างหนัก ทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป

    ประการแรก การกวาดล้างแบบนี้อยู่ได้ไม่นาน และการกวาดล้างแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนใช้ VPN ไม่ได้จริง ๆ

    แน่นอนว่า ถ้าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเปลี่ยนตรรกะของไฟร์วอลล์อินเทอร์เน็ตอย่างสิ้นเชิง การแบน VPN อย่างเด็ดขาดก็ยังเป็นไปได้ ในทางเทคนิคมีความเป็นไปได้อยู่ 2 แบบ แบบหนึ่งคือเทคโนโลยีบัญชีขาว อีกแบบหนึ่งคือการตัดอินเทอร์เน็ตทางกายภาพ

    บัญชีขาวคืออะไร?

    ก็คือพรรคคอมมิวนิสต์จีนเปลี่ยนวิธีคิดโดยตรง เกณฑ์การตรวจสอบของยามหน้าประตูไม่ใช่การปฏิเสธคนในบัญชีดำอีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นให้เฉพาะคนที่อยู่ในบัญชีขาวเท่านั้นถึงจะเข้าได้ เหมือนช่วงโควิดที่ต้องมีรหัสสีเขียวจึงจะผ่านเข้าได้

    ถ้าทำแบบนี้ โดยพื้นฐานแล้วก็จะตัดโอกาสการเกิด VPN ออกไป เพราะถ้าเชื่อมต่อได้เฉพาะบัญชีขาว ต้นทุน ความยาก และความเสี่ยงในการสร้างโหนด VPN ใหม่ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

    แต่ระบบบัญชีขาวแบบนี้ เมื่อเอามาใช้งานจริงก็แทบเป็นไปไม่ได้

    ประการแรก IP ที่ใช้งานอยู่ทั่วโลกมีมากกว่า 300 ล้านตัวแล้ว และตอนนี้อินเทอร์เน็ตก็กำลังพัฒนาเข้าสู่ยุค IPv6 จำนวนที่อยู่ IP ทั้งหมดนั้นมากจนเกินจินตนาการ

    เมื่อเผชิญกับที่อยู่จำนวนมากขนาดนี้ ที่อยู่ไหนควรถูกใส่บัญชีขาว ที่อยู่ไหนไม่ควรถูกใส่บัญชีขาว ใครเป็นคนตรวจสอบ ตรวจสอบอย่างไร ทั้งหมดนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่

    ถ้ามีผู้ตรวจสอบมากเกินไปก็สิ้นเปลืองงบประมาณ ถ้ามีผู้ตรวจสอบน้อยเกินไป ความเร็วในการตรวจสอบก็ช้าเกินไป

    ในบรรดา IP หลายร้อยล้าน หรือแม้แต่นับพันล้านเหล่านี้ พูดได้เลยว่าส่วนใหญ่แทบไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการเมืองเลย แต่ IP เหล่านี้กลับอาจมีผลสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจจีน

    เช่น เว็บไซต์ประมูลถั่วเหลืองในบราซิล เว็บไซต์โลจิสติกส์ของประเทศเล็ก ๆ ในแอฟริกา คุณคงไม่สามารถบอกให้คนของประเทศเหล่านี้ หลังจากสร้างเว็บไซต์แล้ว ต้องมารายงานตัวกับจีนก่อนใช่ไหม

    และเว็บไซต์จำนวนมากก็เปลี่ยนที่อยู่บ่อยด้วย

    เช่น UPS ของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ก็เคยเปลี่ยนที่อยู่ระบบหลังบ้านสำหรับตรวจสอบพัสดุ

    ถ้ามันเปลี่ยนที่อยู่ขึ้นมา แล้วพรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องตรวจสอบหนึ่งเดือน หรือระหว่างหนึ่งเดือนนั้น คนที่ทำการค้าต่างประเทศจะเช็กสถานะพัสดุจากสหรัฐฯ ไม่ได้เลยหรือ?

    นี่เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นจริง

    ถ้าระบบบัญชีขาวถูกใช้อย่างแข็งกร้าว อาจทำให้ VPN ในจีนหายไปโดยสิ้นเชิง ทำให้คนจีนไม่สามารถติดต่อกับชาวต่างชาติได้ แต่คนจีนก็แทบจะไม่สามารถทำธุรกิจกับภายนอกต่อไปได้เช่นกัน

    และตรงนี้ยังพูดถึงกรณีที่ระบบบัญชีขาวถูกใช้อย่างแข็งกร้าว แต่ระบบบัญชีขาวก็ยังอาจมีความเสี่ยงเรื่องการยิงพลาด และยังไม่แน่ว่าจะใช้อย่างแข็งกร้าวได้จริง

    โหนด VPN จำนวนมากจริง ๆ แล้วซ่อนอยู่ในเว็บไซต์ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่สามารถปิดกั้นได้ เช่น อเมซอน

    อเมซอนนอกจากเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ยังให้บริการที่เรียกว่า Amazon Web Services หรือ AWS ด้วย VPN จำนวนมากจะเช่าโหนดจาก AWS เพื่อใช้ในการปลอมตัว

    แล้วพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเอาอเมซอนเข้าไปอยู่ในบัญชีขาวหรือไม่? นี่ก็กลายเป็นปัญหาอีกข้อ

    นอกจากนี้ บนอินเทอร์เน็ตยังมีบริการที่ใช้กันทั่วไปอย่าง CDN หรือบริการเร่งความเร็วเนื้อหา หลักการก็คล้ายกัน

    บริการ CDN หมายความว่าอย่างไร?

    สมมติคุณอยู่ปักกิ่งแล้วอยากเข้าเว็บไซต์หนึ่งในลอสแอนเจลิส ตามทฤษฎี คุณต้องส่งข้อมูลผ่านใยแก้วนำแสง

    ความเร็วในการเดินทางของข้อมูลในใยแก้วนำแสงอยู่ที่ประมาณสองในสามของความเร็วแสง ระยะทางจากปักกิ่งถึงลอสแอนเจลิสอยู่ประมาณ 10,000 กิโลเมตร ข้อมูลวิ่งไปกลับหนึ่งรอบก็ต้องใช้เวลาราว 150 มิลลิวินาทีแล้ว

    และ 150 มิลลิวินาทีนี้ยังเป็นแค่เวลาส่งผ่านทางฟิสิกส์ล้วน ๆ ยังไม่ได้นับเวลาประมวลผลของเราเตอร์และสวิตช์ระหว่างทาง

    ในสถานการณ์แบบนี้ การเปิดเว็บไซต์ที่อยู่ลอสแอนเจลิสจากปักกิ่ง ความรู้สึกหน่วงจะเกินจินตนาการ

    บริการ CDN ก็คือการสร้างสำเนาเว็บไซต์ไว้ตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลกให้คุณ

    เช่น ผู้ให้บริการ CDN ชื่อดังอย่าง Cloudflare ได้วางโหนดเซิร์ฟเวอร์ไว้ประมาณกว่า 300 เมืองทั่วโลก เมื่อเว็บไซต์หนึ่งเชื่อมต่อกับ Cloudflare แล้ว เนื้อหาคงที่บางส่วนของเว็บไซต์นั้นก็สามารถถูกคัดลอกไปไว้ตามโหนดเหล่านี้ได้

    ถึงตอนนั้น เมื่อคุณเข้าเว็บไซต์ที่อยู่ลอสแอนเจลิส ก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่ลอสแอนเจลิสโดยตรงแล้ว อาจเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของ Cloudflare ในปักกิ่งได้เลย ความเร็วในการเปิดเว็บก็อาจเพิ่มขึ้นมาก

    เทคโนโลยี CDN แบบนี้ก็เป็นรากฐานของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตทั่วโลกในปัจจุบันเช่นกัน

    แล้วคำถามก็เกิดขึ้นตรงนี้

    VPN ก็สามารถใช้โหนด CDN แบบนี้เป็นฐานในการส่งต่อและปลอมตัวของทราฟฟิกได้เหมือนกัน แล้วคุณจะเอาบริการ CDN เหล่านี้ออกไปด้วยหรือไม่?

    ถ้า AWS และบริการ CDN ถูกใส่เข้าไปในบัญชีขาว บัญชีขาวก็ไร้ความหมาย เพราะ VPN ยังสามารถพึ่งพาบริการเหล่านี้เพื่อดำรงอยู่ต่อไป

    แต่ถ้าไม่ใส่พวกมันเข้าไปในบัญชีขาว คนจีนย่อมไม่สามารถใช้ VPN ได้จริง แต่การใช้งานอินเทอร์เน็ตปกติจำนวนมากก็จะทำไม่ได้เช่นกัน

    เพราะตอนนั้นคุณอยู่ในยุคบัญชีขาวแล้ว ไม่ใช่ยุคบัญชีดำอีกต่อไป

    ในระบบบัญชีดำ บางเว็บไซต์ถ้าคุณปิดกั้นไป คนก็ยังใช้ VPN绕ผ่านได้ถ้าอยากใช้จริง ๆ แต่ถ้าบังคับใช้ระบบบัญชีขาวจริง เว็บไซต์ที่ไม่อยู่ในบัญชีขาวทั้งหมดใช้งานไม่ได้ และ VPN ก็ไม่มีแล้ว แล้วคนจีนตอนนั้นจะใช้งานอย่างไร?

    ถ้าเข้าอเมซอนไม่ได้ ธุรกิจการค้าต่างประเทศและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนก็ไม่ต้องทำกันแล้ว

    ตลอดปี 2025 ขนาดของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของจีนนั้นใหญ่กว่าขนาดการส่งออก “สามสินค้าใหม่” ด้วยซ้ำ

    และถ้าคุณเอาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตอย่าง CDN ออกไปโดยตรง ตอนนี้ประธานสีจิ้นผิงยังตะโกนว่าจีนต้องแข่งขัน AI กับสหรัฐฯ บริษัทที่ทำโมเดล AI ขนาดใหญ่ และโปรแกรมเมอร์ที่เขียนโค้ดจะทำงานต่อไหม? พวกเขาล้วนต้องใช้บริการอินเทอร์เน็ตพื้นฐานเหล่านี้บ่อย ๆ

    Part 3

    นอกจากนี้ ยังอาจมีคนคิดถึงทางสุดโต่งอีกทางหนึ่ง นั่นคือการใช้อินเทอร์เน็ตแบบต้องมีใบอนุญาต หมายความว่าในอนาคตคนจีนทุกคนจะใช้อินเทอร์เน็ตด้วยรูปแบบบัญชีขาวบวก VPN ทางการ ถ้ามีความจำเป็นต้องเข้าเว็บต่างประเทศ ก็ไปยื่นขอ VPN ทางการเอง

    แต่เรื่องนี้จริง ๆ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เช่นกัน

    VPN ทางการที่เราเข้าใจ จริง ๆ แล้วไม่ใช่หลักการเดียวกับ VPN ที่ทุกคนพูดกัน

    VPN ทางการคือการเปิดสายเชื่อมต่อเฉพาะให้คุณ เมื่อคุณมีสายเฉพาะนี้ ก็เท่ากับคุณมีอภิสิทธิ์

    พัสดุทั้งหมดที่เข้าออก ต่อให้อยู่ในบัญชีดำ ยามหน้าประตูก็ยังปล่อยให้คุณผ่าน

    แต่ตอนนี้ปัญหาเดิมก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม โลกนี้มีเว็บไซต์และโหนดจำนวนมากที่ให้บริการแก่ธุรกิจปกติ เช่น นักเรียนจีนคนหนึ่งอยากสมัครมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ก็ต้องไปดูเงื่อนไขการสมัครบนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยนั้น

    ถ้าจีนไม่ได้ใส่มหาวิทยาลัยนั้นไว้ในบัญชีขาว คุณก็เข้าเว็บไซต์นั้นไม่ได้ ถึงตอนนั้น ถ้าคุณอยากเข้าเว็บนี้ ในฐานะนักเรียนคนหนึ่ง คุณต้องไปยื่นขอ VPN ก่อนหรือ? กลัวว่ายื่นขอเสร็จ ฤดูกาลสมัครมหาวิทยาลัยก็คงจบไปแล้ว

    ดังนั้นเมื่อดูจากปัจจุบัน ระบบบัญชีขาวแบบนี้ใช้ไม่ได้เลย

    แน่นอนว่า ระบบบัญชีขาวใช้ไม่ได้ และระบบบัญชีดำก็มีช่องโหว่ ไม่ได้หมายความว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะตัดอินเทอร์เน็ตแบบกดปุ่มเดียวไม่ได้

    ช่วงต้นปีนี้ อิหร่านเกิดการประท้วงขนาดใหญ่ หลังการประท้วงปะทุขึ้น อิหร่านก็ทำการตัดอินเทอร์เน็ตแบบกดปุ่มเดียว และต่อมาก็เจอกับการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ การตัดอินเทอร์เน็ตแบบกดปุ่มเดียวนี้ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้ นานกว่า 40 วันแล้ว จนถึงเวลาที่ผมทำรายการนี้ ทราฟฟิกระหว่างประเทศของอิหร่านก็ยังไม่ฟื้นกลับมา

    ประเทศที่ล้าหลังอย่างอิหร่านยังทำการตัดอินเทอร์เน็ตแบบกดปุ่มเดียวได้ สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนย่อมไม่ใช่เรื่องยาก และพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เคยทำจริงมานานแล้ว

    ย้อนไปตั้งแต่ปี 2009 เพราะในเขตซินเจียงเกิดเหตุประท้วงขนาดใหญ่ของชนกลุ่มน้อย พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เคยบังคับตัดอินเทอร์เน็ตซินเจียงครั้งหนึ่ง โดยตรงถึงขั้นดึงสายอินเทอร์เน็ตของพื้นที่ซินเจียงออก

    ประมาณ 10 เดือนเต็ม พื้นที่ซินเจียงทั้งเขตไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้โดยตรง

    ภายหลัง แม้ซินเจียงจะได้รับอนุญาตให้ใช้อินเทอร์เน็ตภายในประเทศอีกครั้ง แต่ช่องทางระหว่างประเทศก็ยังถูกตัดอยู่ ช่วงนั้นต่อให้คนในซินเจียงมี VPN ก็ไม่สามารถมุดกำแพงได้

    การตัดช่องทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศโดยตรงแบบนี้ จริง ๆ แล้วในเชิงเทคนิคง่ายกว่าการแบน VPN มาก

    แก่นแท้ของการตัดอินเทอร์เน็ตแบบกดปุ่มเดียว คือยามหน้าประตูปิดประตูหมู่บ้านไปเลย

    ทางออกอินเทอร์เน็ตของจีนไม่เหมือนสหรัฐฯ หรือยุโรปที่ประกอบด้วยบริษัทหลายร้อยแห่ง

    ประตูทั้งหมดของจีนมีเพียง 3 ประตู คือบริษัทเครือข่าย 3 แห่ง ได้แก่ ไชน่าเทเลคอม ไชน่ายูนิคอม และไชน่าโมบายล์

    และทั้ง 3 บริษัทนี้ก็อยู่ในการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั้งหมด ตราบใดที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนออกคำสั่งบังคับให้พวกเขาตัดการเชื่อมต่อทางกายภาพ ตัดขาดการเชื่อมต่อเครือข่ายของจีนกับภายนอกอย่างสิ้นเชิง มันไม่มีความยากทางเทคนิคใด ๆ เลย

    แม้แต่การตัดอินเทอร์เน็ตของมณฑลหรือเมืองใดเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ จะตัดเฉพาะเว็บนอก หรือจะตัดอินเทอร์เน็ตทั้งหมดของมณฑลหรือเมืองหนึ่ง สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ไม่มีความยากทางเทคนิคเช่นกัน

    แน่นอนว่า ไม่มีความยากทางเทคนิคก็ส่วนไม่มีความยากทางเทคนิค แต่ในระดับเศรษฐกิจ การกระทำนี้มีความยาก

    การสร้างระบบบัญชีขาวจะยิงพลาดโดนอเมซอน โดนผู้ให้บริการ CDN และจะสร้างความเสียหายที่ไม่อาจกู้คืนต่อเศรษฐกิจจีน สร้างความเสียหายที่ไม่อาจกู้คืนต่อการพัฒนา AI ของจีน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตทั้งหมด

    เศรษฐกิจจีนตอนนี้พึ่งพาการค้าต่างประเทศอย่างสูง ในปี 2025 มูลค่าการนำเข้าและส่งออกของจีนขึ้นไปถึง 45.47 ล้านล้านหยวน คิดเป็น 32% ของ GDP จีนยังมีวัตถุดิบและอาหารจำนวนมากที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

    จีนแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดอินเทอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์ เพราะถ้าทำแบบนั้น เศรษฐกิจจีนจะล่มสลาย

    ดังนั้น สรุปก็คือ ความเข้มข้นของไฟร์วอลล์จีนในปัจจุบัน สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้ว จริง ๆ ก็คือจุดสมดุลที่ดีที่สุดทั้งด้านเทคนิคและด้านเศรษฐกิจแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์จีนยากมากที่จะปิดกั้น VPN ได้

    แน่นอนว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่มีความสามารถทำให้จีนกลายเป็นเกาหลีเหนือแห่งที่สอง และไม่ได้ชมว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีเมตตา แต่หมายความว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำไม่ได้ในแบบที่ทั้งรักษาการค้าต่างประเทศให้ราบรื่น และยังสามารถระบุได้อย่างแม่นยำว่าใครกำลังมุดกำแพง ใครกำลังใช้ VPN

    ตอนนี้บนอินเทอร์เน็ตมีบางคนบอกว่า เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะกวาดล้าง VPN หนักแล้ว อีกไม่นานจีนก็จะกลายเป็นเกาหลีเหนือแห่งที่สอง VPN ก็จะใช้ไม่ได้แล้ว แบบนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการพูดให้ตื่นตระหนกเกินไป พวกเรากำลังประเมินความสามารถของพรรคคอมมิวนิสต์จีนสูงเกินไปเล็กน้อย

    ถ้าพรุ่งนี้จีนเกิดเหตุการณ์แบบ 8964 ขึ้นมา พรรคคอมมิวนิสต์จีนตัดอินเทอร์เน็ตชั่วคราว แบบนั้นมีความเป็นไปได้

    แต่การตัดเว็บนอกและแบน VPN แบบถาวรและเป็นปกติ นั่นไม่เป็นจริง

    การทำแบบนั้นสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในตอนนี้คือได้ไม่คุ้มเสีย

    เพราะสุดท้ายแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์จีนสร้างไฟร์วอลล์อินเทอร์เน็ตขึ้นมาเพื่อใช้รักษาเสถียรภาพ ถ้ารักษาเสถียรภาพไปจนสุดท้ายกลับทำร้ายเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจล่มสลาย และส่งผลต่อเสถียรภาพทางสังคม เสถียรภาพของอำนาจรัฐ สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ย่อมไม่คุ้มค่า

    แน่นอนว่า แม้ในทางเทคนิค พรรคคอมมิวนิสต์จีนอาจไม่สามารถควบคุม VPN ได้อย่างสมบูรณ์ แต่บรรยากาศการปราบ VPN ในช่วงนี้น่าจะยังดำเนินต่อไป

    เพราะช่วงนี้ VPN ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเจอปัญหาใหญ่มากจริง ๆ

    ต้นตอของการกวาดล้างครั้งนี้ เมื่อดูในตอนนี้ น่าจะมาจากเหตุข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อไม่นานมานี้

    ในเดือนกุมภาพันธ์ แฮกเกอร์คนหนึ่งประกาศบนอินเทอร์เน็ตว่า ตัวเองใช้เวลานานในการโจมตีทางไซเบอร์ และขโมยข้อมูลลับทางทหารระดับแกนกลางขนาด 10 เพตะไบต์จากศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของจีน ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบินจีน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และหน่วยงานอื่น ๆ

    ข่าวนี้ออกมาสักพักแล้ว แต่ตอนแรกที่ออกมา เนื่องจากปริมาณ 10 เพตะไบต์ใหญ่มาก จึงถูกชาวเน็ตตั้งคำถามจำนวนมาก

    10 เพตะไบต์คืออะไร?

    มันเทียบเท่ากับ 10 ล้านกิกะไบต์

    10 ล้านกิกะไบต์อาจยังไม่เห็นภาพ คุณลองคิดว่า ถ้าคุณเก็บหนังทั้งหมดของ Netflix ทั้งแพลตฟอร์มไว้ จากการประเมินก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 15 เพตะไบต์

    แฮกเกอร์คนหนึ่งจะสามารถขโมยข้อมูลมากขนาดนี้ได้ และยังอยู่ในจีนที่อินเทอร์เน็ตปิดกั้นเข้มข้นขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าดูไม่ค่อยเป็นจริง

    Part 4

    แต่เมื่อไม่นานมานี้ จากการสืบสวนของ CNN ได้ยืนยันความจริงของข้อมูลที่แฮกเกอร์คนนี้ขโมยมา และผู้โจมตีรายนี้อ้างว่า พวกเขาได้สิทธิ์เข้าถึงศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เทียนจิน ผ่านโดเมน VPN ที่ถูกเจาะ หลังจากนั้นใช้เวลานาน 6 เดือนค่อย ๆ ขโมยข้อมูลของศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จีนออกมา

    การรั่วไหลของข้อมูลครั้งใหญ่ที่เกิดจาก VPN แบบนี้ โดยเฉพาะยังเป็นการรั่วไหลของข้อมูลทางทหาร ซึ่งเป็นข้อมูลที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนอ่อนไหวที่สุดในตอนนี้ ย่อมทำให้ผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนโกรธมากอย่างแน่นอน

    และความโกรธแบบนี้จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นปฏิบัติการปราบ VPN จากบนลงล่าง

    ลมจากข้างบนลงล่างลูกนี้น่าจะยังพัดต่อไปอีกระยะหนึ่ง

    และเมื่อลมนี้พัดลงมา นอกจากจะทำให้การตรวจสอบแบบปกติ เช่น DPI เข้มงวดขึ้น และปิดกั้นโหนดที่ถูกทำเครื่องหมายไว้แล้ว สิ่งที่ทุกคนต้องระวังคือ พรรคคอมมิวนิสต์จีนอาจใช้วิธีควบคุมที่ไม่ใช่วิธีทางอินเทอร์เน็ต นั่นคือการจับคน

    เช่น การปราบปรามผู้ให้บริการ VPN อย่างหนัก แล้วใช้บันทึกการจ่ายเงินผ่าน WeChat Pay หรือ Alipay ภายในบริษัท VPN เหล่านั้น เพื่อตามจับผู้ใช้ VPN บางคนมาลงโทษเชือดไก่ให้ลิงดู เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้

    วิธีปราบ VPN ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีระดับสูงแต่อย่างใด กลับกัน มันอาจใช้วิธีแบบวิศวกรรมสังคมที่บ้าน ๆ ที่สุด

    ช่วงนี้ความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษจากการมุดกำแพง ย่อมสูงกว่าเมื่อก่อนมาก ทุกคนต้องระวังให้มาก

    แน่นอนว่า วิธีหลบเลี่ยงการโจมตีแบบวิศวกรรมสังคมเหล่านี้อย่างไรนั้น สามารถไปดูรายการก่อนหน้าของผมเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยได้ ในนั้นผมอธิบายละเอียดแล้วว่า ในยุคปัจจุบันควรทำอย่างไรเพื่อรักษาความปลอดภัยในการมุดกำแพง และความปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

    สุดท้ายนี้ หวังว่าทุกคนจะสามารถมุดกำแพงได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ และหวังว่าสักวันหนึ่งจีนจะไม่มีกำแพงไฟร์วอลล์อินเทอร์เน็ตอีกต่อไป

    ขอบคุณทุกคนที่รับชมรายการวันนี้ ผมคือ โตรอนโต้ฟางเหลี่ยน หวังว่าทุกคนจะช่วยกดไลก์สนับสนุนวิดีโอของผมให้มาก ๆ แบบนี้จะช่วยเพิ่มการแนะนำวิดีโอของผมบน YouTube ให้คนจำนวนมากขึ้นได้

    แล้วพบกันใหม่ในรายการหน้า

    ที่มา :


    https://www.facebook.com/share/p/1Cf9NDGuw5/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไม่อยู่แล้ว…เดนิส บุตซาเยฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของรัสเซียที่พึ่งถูกปลด ได้หลบหนีออกนอกประเทศรัสเซียไปยังสหรัฐอเมริกา

    รายงานระบุว่า บุตซาเยฟถูกปลดจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี มิคาอิล มิชูสติน แต่แท้จริงแล้วเขาได้ออกจากรัสเซียตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน ก่อนคำสั่งปลดจะมีผลไม่กี่วัน

    แหล่งข่าวระบุว่าเส้นทางหลบหนีของเขาเริ่มจากรัสเซียไปยังเบลารุส ก่อนต่อไปยังจอร์เจีย และสุดท้ายเข้าสหรัฐฯ โดยอาศัยเครือข่ายคนใกล้ชิดช่วยประสานการเดินทาง หนึ่งในแหล่งข่าวกล่าวว่า “เขาโชคดีที่มีเพื่อนที่สามารถเตือนเขาได้ทันเวลา”

    บุตซาเยฟถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกของรัฐบาลรัสเซียในช่วงสงครามยูเครน ที่สามารถหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อเลี่ยงการถูกดำเนินคดีได้สำเร็จบางแหล่งบอกว่าครอบครัวของเขาย้ายออกจากรัสเซียไปก่อนหน้านั่นแล้ว และปัจจุบันอยู่พร้อมหน้ากันที่ไมอามี นักข่าวสายการเมือง ฟารีดา รุสตามอฟา ระบุว่า นี่เป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการของรัสเซียได้หลบหนีไป

    อย่างไรก็ตาม ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หน่วยงานสอบสวนของรัสเซียได้กล่าวหาเขาในคดีฉ้อโกงภายใน REO โดยมีผู้บริหารระดับสูงหลายคนถูกสอบสวน รวมถึงผู้อำนวยการฝ่ายบริหารขององค์กรและผู้บริหารอีกอย่างน้อย 2 ราย แม้ยังไม่มีการประกาศข้อหาต่อบุตซาเยฟอย่างเป็นทางการ แต่รายงานระบุว่าเขาถูกจัดให้เป็น “บุคคลที่อยู่ในความสนใจของการสอบสวน” ทำให้เชื่อกันว่าเขาอาจเลือกหลบหนีก่อนจะถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ

    นักวิเคราะห์มองว่า การหลบหนีของบุตซาเยฟอาจสร้างความกังวลให้เครมลิน เพราะเป็นสัญญาณว่าชนชั้นนำบางส่วนเริ่มไม่มั่นใจต่อระบบยุติธรรมภายในประเทศ และพยายามหาทางออกก่อนถูกเล่นงานทางการเมืองหรือกฎหมาย ขณะเดียวกัน การที่เขาสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯได้ ยังถูกจับตาว่าอาจนำไปสู่ประเด็นด้านข่าวกรองหรือการเปิดเผยข้อมูลภายในรัฐบาลรัสเซียในอนาคต

    https://www.themoscowtimes.com/2026...ees-to-us-amid-fraud-probe-sources-say-a92663

    https://www.facebook.com/share/p/18cGemNHBo/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,001
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โอ๊ะโอ..ปิดสนามบินถ่าย mv เอ้ย โฆษณาเลยหรึ
    .
    อันนี้โฆษณาเทศกาลศิลปกาาต่อสู้กุนคะแมร์ -จีน ที่ผ่านมา ที่เขมรถือว่าเป็นการแสดงศิลปการต่อสู้ประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของเขา ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ขนาดถ่ายทำที่สนามบินเตโช สนามบินนานาชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก ยังได้ปิดสนามบินถ่ายเลย
    .
    แต่เอ๊ะ...หรือว่าไม่มีผู้โดยสาร นักท่องเที่ยว ใช่ไหม ?


    https://www.facebook.com/share/v/18WK3nBbrh/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1.mp4
      ขนาดไฟล์:
      29.1 MB
      เปิดดู:
      23

แชร์หน้านี้

Loading...