พระพุทธชินราชรุ่นกู้ชาติกู้ศาสนาเหรียญเมตตาลป.ชอบหนุมานหลวงปู่เกลี้ยง

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769177462615.jpg FB_IMG_1769177459579.jpg


    พระผงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) หลังพระพรหม ญสส. วัดบวรนิเวศวิหาร ปี ๒๕๓๖

    สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงอธิฏฐานจิต ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร 8 สิหาคม ปี 2536

    เนื่องด้วย สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นพระมหาเถระที่ทรงคุณวิเศษมีเมตตานุภาพบุญญานุภาพ ทรงคุณธรรมเปี่ยมด้วยบารมีมากที่สุดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) จึงยังคงเป็นที่รักเป็นที่เคารพของพุทธศาสนิกชนชาวไทย และชาวต่างประเทศ ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วนี้ คณะกรรมการและโดยอุปถัมภ์ของสภากาชาดไทย ด้วยความร่วมมือจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด จึงได้จัดสร้างรูปเหมือนและเหรียญของ สมเด็จพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) ขึ้นสำหรับให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ไว้สักการะบูชา และได้ขอพระประทานอนุญาต สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เพื่ออัญเชิญพระนามย่อ ญสส. ประดิษฐานที่วัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้นครับ

    รายการพระที่จัดสร้าง
    รายการ จำนวน
    1. รูปหล่อ หน้าตัก 5 นิ้ว เนื้อเงิน 380 องค์
    2. รูปหล่อ หน้าตัก 5 นิ้ว เนื้อสัมฤทธิ์ 1880 องค์
    3.รูปหล่อ หน้าตัก 5 นิ้ว เนื้อทองเหลืองรมดำ 8880 องค์
    4. เหรียญเนื้อทองคำ (หนัก 25 กรัม) 980 เหรียญ
    5. เหรียญเนื้อเงิน 8880 เหรียญ
    6. เหรียญเนื้อทองแดง ( ทองแดงนอก) 88880 เหรียญ
    7. พิมพ์เนื้อผงรูปเหมือน 888880 องค์

    กำหนดพิธีเททอง
    ณ บริเวณหน้าพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
    วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ. ศ. 2536 เวลา 15.19 น.
    กำหนดพิธีมังคลาภิเษก
    ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศ กรุงเทพฯ

    "สังฆราชเรียกฝนดับไฟ"
    เมื่อประมาณปลายปีพ.ศ. 2534 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ใหญ่ที่ชุมชนตรอกบวรรังษี หลังวัดบวรนิเวศวิหารในตอนกลางดึกประมาณตี 1 ต้นเหตุเกิดจากบ้านของแขกขายถั่วซึ่งติดอยู่กับตึกสว.ธรรมนิเวศที่เตรียมทอดถั่วสำหรับขายในวันต่อไป ไฟได้ลุกลามแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆอย่างใหญ่โตมโหฬารไม่อาจยับยั้งได้ อีกทั้งถนนเข้าชุมชนนั้นก็คับแคบมาก และมีสิ่งกีดขวางมากมาย ยากที่รถดับเพลิงจะเข้าไปทำการสกัดไฟใดๆได้

    “ไฟไหม้รึ..??”

    ครั้นแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จฯก็ทรงครองจีวรเสด็จลงจากพระตำหนัก ตอนนั้น พระสัทธิวิหาริกต้องการนำเสด็จไปที่ศาลา 150 ปีอันตั้งอยู่กลางวัด ซึ่งน่าจะเป็นที่น่าจะปลอดภัยกว่า

    เมื่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชเสด็จขึ้นถึงชั้นที่ 5 ของตึกสว.ธรรมนิเวศ ก็มีรับสั่งให้ศิษย์เปิดหน้าต่างออก ทำให้แลเห็นพระเพลิงกำลังโชนไหม้ชุมชนแออัดอย่างรุนแรง เสียงไฟที่กำลังโหมกระหน่ำ เสียงผู้คนที่ขนของหนีไฟเอาชีวิตรอดดังอึงคะนึงสับสนอลหม่านระงมไปหมด เป็นที่น่าหวาดหวั่นปนน่าสังเวชเวทนาเป็นที่ยิ่ง

    เมื่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชทรงทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น ก็ทรงมองตรงไปยังเบื้องหน้า แล้วก็ทรงมองขึ้นไปยังฟ้าเบื้องบน ก่อนที่จะยกพระหัตถ์ขึ้นโบก 3 ครั้ง

    และแล้ว สิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งที่สุด ก็พลันบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของทุกผู้คนในฉับพลัน

    พริบตาเดียว ก็ปรากฏมหาเมฆก้อนใหญ่ลอยเหนือบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ในทันใด ลมที่กำลังกรรโชกแรงที่ทำให้ไฟไหม้แผ่ขยายรุนแรงยิ่งขึ้นก็หยุดกึกราวกับปิดสวิทซ์ แม้กระทั่งใบไม้ก็ไม่ไหวกระดิก

    และในบัดดลนั้น ก็เกิดฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างหนัก หนักเสียจนไม่มีทีท่าวี่แววว่าจะหยุดได้ง่ายๆ ทำให้เพลิงไหม้มหาวินาศนั้นค่อยๆบรรเทาความร้อนแรงลงจนมอดดับไปต่อหน้าต่อตาอย่างน่าตื่นตะลึงเป็นที่สุด..!!!!!!!!

    เหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นตอนปลายเดือนธันวาคม ซึ่งเป็น”ฤดูหนาว” ซึ่งตามธรรมดา ฝนได้ขาดช่วงไปตามธรรมชาตินานมากแล้ว....

    เมื่อทอดพระเนตรเห็นฝนตกลงมาดับไฟ บรรเทาทุกขเวทนาแก่สัตว์ผู้ยากได้สมพระประสงค์แล้ว สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชก็เสด็จกลับเข้ามากราบพระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ชั้น 5 อยู่พักใหญ่ จากนั้นก็เสด็จลงมายังชั้นล่างของตึกสว.ธรรมนิเวศ

    เรียบเรียงจาก “สมเด็จพระสังฆราช”โดย “กันตสีโลภิกขุ”(Karyl Bilbrey) จากนิตยสาร “น่านฟ้า”และ “เจ้าประคุณ” โดย”บรรณศาลา”จากหนังสือ"รวมเรื่องเล่า สิ่งที่เห็น")

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ชุด ๒ องค์นี้นำมาลงรักปิดทองภายหลัง พร้อม กล่องเดิม

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20260123_210429.jpg IMG_20260123_210445.jpg IMG_20260123_210400.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 มกราคม 2026 at 22:31
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระผงพระพุทธชินราช,
    สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสมเด็จพระเอกาทศรถ รุ่น กู้ชาติ กู้คาสนา ๕๐ มวลสารที่สำคัญ
    ๑.ชานหมาก,น้ำมนต์หลวงตามหาบัว
    ๒.ผงอังคารธาตุหลวงปู่เจี๊ยะ
    ๓.ชานหมาก,เกศา หลวงปู่ทิม วัดพระขาว
    ๕.เกศา,ข้าวกันบาตรหลวงปู่จันทา
    ๖.เกศา,ข้าวกันบาตรหลวงปู่อ่ำ
    ๔.ชานหมากหลวงปู่ขุย
    ๗.เกศา,ข้าวกันบาตรหลวงปู่คำสุข
    ๘.เกศาหลวงปู่บุญฤทธิ์
    5.เกศา,พระผงหลวงปู่ทบ
    ๑๐.เกศา,พระผง หลวงพ่อสายบัว
    ๑๐. กิ่ง,ใบ พระศรีมหาโพธิ์ ดินบ้านนางสุชาคา อินเดีย
    ๑๒.ชานหมาก หลวงปู่ลี
    ๑๓. มวลสารประเทศ จีน ญี่ปุ่น ลาว พม่า ธิเบต ๑๔. ผงหินพระธาตุสามร้อยยอดๆ

    เกศาเห็นชัด มวลสารดี

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260125_180613.jpg IMG_20260125_180639.jpg IMG_20260125_180708.jpg IMG_20260125_180723.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769345309856.jpg

    ท่านพระอาจารย์มั่นออกปากชมท่ามกลางสภาสงฆ์ "ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบสิ ท่านองค์นี้ภาวนาไปไกล

    เหรียญเมตตา ๙๒ ปี ๒๕๓๖
    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

    พระเดชพระคุณหลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอริยเจ้าผู้ทรงอภิญญาญาณ คือ ผู้ทรงความรู้ยิ่งในพระพุทธศาสนา มีคุณสมบัติพิเศษ ๖ อย่าง ๑. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ ๒. ทิพโสต หูทิพย์ ๓. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น ๔. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ ๕. ทิพจักขุ ตาทิพย์ ๖. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป
    ท่านมีนิสัยชอบโดดเดี่ยวเที่ยวไปอยู่ในป่า ทำในสิ่งที่บุคคลอื่นทำได้ยาก ไม่ชอบเกี่ยวข้องกับหมู่ชนพระเณร เป็นผู้มีความองอาจเด็ดเดี่ยว อดทนเป็นเลิศ ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย กล้าได้กล้าเสียในการปราบกิเลส ถึงกับท่านพระอาจารย์มั่นออกปากชมท่ามกลางสภาสงฆ์ "ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบสิ ท่านองค์นี้ภาวนาไปไกลลิบเลย"
    ท่านสามารถแสดงธรรมและสนทนาธรรมเป็นภาษาต่างๆ ได้หมด เพียงกำหนดจิตดูว่าภาษานั้นเขาใช้พูดกันว่าอย่างไร ท่านสามารถแสดงธรรมโปรดเทวดา พญานาค ตลอดจนภพภูมิต่างๆ ได้

    การธุดงค์ของท่านนับว่าโลดโผนมาก ชอบเดินทางในเวลากลางคืนหรือจวนสว่างในคืนเดือนหงาย เที่ยวไปอบ่างอนาคาริกมุนีผู้ไม่มีอาลัยในโลกทั้งปวง บางคราวมีเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่สองตัวกระโดล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้ ท่านเร่งสติสมาธิ แผ่เมตตา กำหนดจิตเข้าข้างใน สมาธิลึกเข้าไปจนถึงฐานของจิต ปล่อยวางสิ่งทั้งปวง เมื่อถอนจิตออกมาปรากฏว่าเสือสองตัวได้หายไปแล้ว

    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอรหันต์เถระเจ้าผู้ได้ฉายาว่า พระผู้เป็นที่รักของเทวดาทั้งปวง ในสมัยที่หลวงปู่ชอบยังมีชีวิตอยู่ หลวงปู่มั่น ท่านเมตตาให้หลวงปู่ชอบรับแขกพิเศษในตอนกลางคืนแทนองค์ท่าน ซึ่งจะมีพวกมาจากภพภูมิอื่นเป็นเทวดา นาค มากราบไหว้ขอฟังธรรม มีจำนวนมากบ้าง น้อยบ้าง บางครั้งมีจำนวนเป็นหลักสิบ บางทีก็เป็นจำนวนร้อย บางครั้งก็ถึงจำนวนพัน ๆ ปฏิปทาของท่าน ในสายพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นที่ยกย่องกันว่า หลวงปู่เป็นศิษย์ที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญทางความเพียร มีนิสัยมักน้อย ถือสันโดษ ชอบแสวงหาความสงัดวิเวกอยู่ตามป่าตามเขามาตลอด ข้อปฏิบัติและธรรมภายในของท่านเป็นที่สรรเสริญ และหลวงปู่ชอบท่านยังเป็นตัวแทนแห่งโชคลาภ โดยท่านเดินธุดงค์ไปที่แห่งใด ท่านไม่เคยอดอยาก ต้องมีผู้คนมาใส่บาตรอยู่เสมอแม้จะทุรกันดารขนาดไหนก็ตาม และผู้ใดที่บูชาท่านมักจะมีโชคลาภ ทำมาค้าขายได้สะดวก ประสบความสำเร็จเสมอ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ




    IMG_20260125_195208.jpg IMG_20260125_195303.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769346219508.jpg FB_IMG_1769346243536.jpg

    (ชีวะประวัติหลวงปู่บุญเกิด ปัณฑิโต)
    ในอดีตย้อนไปซัก 40-50 ปีในแถบหนองมะโมงนี้ค่อนข้างจะทุรกันดาร หรือแทบจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ไกลปืนเที่ยง ด้วยสภาพพื้นที่ที่ชุกชุมไปด้วยชุมโจรปล้นวัวปล้นควายประกอบกับเป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ไกลหมอ ไกลเจ้าหน้าที่บ้านเมือง สิ่งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นที่พึ่งในยามตกทุกข์ได้ยากของคนทุกชนทุกชั้นในละแวกนั้นไม่ว่าจะเรื่องเจ็บป่วย ผีเข้าเจ้าสิง ถูกกระทำย่ำยี ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล วัวหายควายพลัด มีเหตุลักขโมย ถูกประทุษร้าย และอีกหลากหลายปัญหานานับประการ ที่ชาวบ้านต้องการที่อาศัยพึ่งพิง ผิสำคัญบุคคลผู้นั้นมิใช่อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ หรือผู้มียศถาบรรดาศักดิ์มาจากไหน แต่กลับเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งมีปฏิปทาเคร่งครัดน่าเลื่อมใสและมีวิทยาบารมี พอเป็นที่ผ่อนปรนบรรเทาทุกข์โศกสงเคราะห์สังคมโลกให้ร่มเย็นเป็นสุขได้ ภิกษุรูปนั้นชาวบ้านคุ้นปากกันในนาม “หลวงพ่อเกิด”

    หลวงพ่อเกิด หรือพระครูอุดมชัยกิจ เจ้าอาวาสวัดเขาดิน ต.หนองมะโมง อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท นามเดิม บุญเกิด จันทรา เป็นบุตรของนายกรม จันทรา นางสี จันทรา เกิดเมื่อวันที่ ๔ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ ณ บ้านเขาดิน ต.หนองมะโมง อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท อุปสมบทเมื่อ วันที่ ๕ ธ.ค. พ.ศ.๒๔๙๕ ณ พัทธสีมาวัดเขาดิน โดยมีหลวงพ่อเจริญ วัดป่าพาณิชย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสมทบ วัดศรีสโมสร ต.กุดจอก อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการบรรจง วัดเขาดิน ต.หนองมะโมง อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ปัณฑิโต” หมายถึง “ผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญาฉลาดรอบรู้”

    ในปี 2495 หลังจากอุปสมบทแล้วได้จำพรรษาฉลองศรัทธาโยมบิดา โยมมารดา ณ วัดเขาดิน และพอดีในปีนั้นนั่นเองท่านเจ้าขุนวาปินทร์ปรีชา( เจ้าขุนเล็ก )ศิษย์ก้นกุฏิหลวงปู่ศุขที่เป็นศิษย์ฆราวาสรุ่นอาวุโสอีกท่านหนึ่ง ได้จัดให้มีงานไหว้ครูเสาร์ 5 ขึ้นในวาระนี้ท่านขุนวาปินทร์ได้เปิดโอกาสให้บุคคลผู้มีความสนใจใฝ่ศึกษาเวทย์วิทยาต่างๆ ได้เข้ามาศึกษาและประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ด้วยตัวท่านเอง ซึ่งมีอยู่หลากหลายวิชาให้ได้เลือกศึกษาตามความสนใจ เช่น เสกหุ่นพยนต์ชกกัน เสกข้าวสารเป็นกุ้ง เสกใบมะขามเป็นต่อเป็นแตนในคราวนั้นมีผู้สนใจเข้าไปศึกษาหลายคนแต่มีผู้สำเร็จและได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาจากท่านเจ้าขุนไม่กี่คนแล้วแต่วาสนาบารมี หลวงพ่อท่านเลือกเรียนวิชาเฑาะว์มหาปราบ วิชาเสกหมาก และทำน้ำมนต์แก้พิษหมาบ้า และท่านก็สามารถทำได้สำเร็จและได้รับการประสิทธ์ประสาทจากเจ้าขุนวาปินทร์ ซึ่งในคราวนั้นมีท่านเพียงรูปเดียวที่ได้รับการครอบครูวิชานี้ หลังจากที่ท่านสำเร็จวิชานี้แล้วไม่ว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหน ย่อมจะมีหมาบ้าตามไปทุกที่ ท่านจึงต้องทำน้ำมนต์ทิ้งไว้เพื่อสงเคราะห์แก่สัตว์เหล่านั้น

    ในปี 2496 ท่านจึงไปศึกษาพระปริยัติธรรมและกรรมฐานเบื้องต้นในสำนักวัดสิงห์ในสมัยที่พระครูชะอ้อนองค์อุปัฌชาย์เป็นเจ้าสำนัก พระครูชะอ้อนท่านนี้เป็นเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดกับองค์หลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคคลองมะขามเฒ่าและพระครูชะอ้อนท่านนี้แหละที่เป็นแม่งานใหญ่ในการจัดการงานศพหลวงปู่ศุข ด้วยความใกล้ชิดทั้งพระครูชะอ้อนและอาจารย์ฆราวาสในละแวกบ้านตลาดวัดสิงห์อีกหลายท่านที่เป็นศิษย์สายตรงในองค์หลวงปู่ศุข ประกอบกับความใฝ่รู้ หลวงพ่อท่านจึงได้ซึมซับศึกษาสรรพวิทยาการในสายหลวงปู่มาพอสมควร ทั้งวิชาปรอท วิชาเสกขี้ผึ้ง จากหมอเฒ่าสุก อาจารย์ของท่านเสกขี้ผึ้งบนฝ่ามือให้เป็นน้ำได้อย่างอัศจรรย์ ท่านจึงได้เรียนรู้หลักในการใช้ธาตุ ตั้งธาตุต่างๆ นอกจากนี้ยังมีสรรพวิชาและเคล็ดคาถาอีกบางบท ที่ท่านได้ตั้งแต่ในพรรษาต้นๆ อย่างเช่นการทดลองวิชาหายตัว โดยท่านจะต้องถอดเคล็ดวิชาที่ครูเฒ่าให้เป็นปริศนาไว้ ซึ่งตามตำรากล่าวว่าเคล็ดวิชาจะประสิทธิ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีของผู้เรียนหากวาสนาต้องกันก็จะมีปัญญาแตกฉานสามารถคิดอ่านแก้กลบทที่โบราณจารย์วางไว้ได้อย่างถูกต้อง เคล็ดวิชานี้มีปริศนาไว้ว่า “ไม่มีไม้อยู่ใต้กรณีย์” หลวงพ่อท่านจึงเอามาเจริญกรรมฐานใคร่ครวญปรากฏเป็นอักขระสี่ตัวได้อย่างง่ายดาย แสดงถึงวาสนาบารมีที่สั่งสมมาแต่หนหลัง เมื่อท่านได้หัวใจคาถาแล้วท่านจึงทดลองเขียนอักขระหัวใจคาถานั้นลงก้นบาตรแล้วบริกรรมภาวนาไปด้วยในขณะออกบิณฑบาต ปรากฏว่าเช้าวันนั้นชาวบ้านใส่บาตรข้ามท่านไปหมดเสมือนมองไม่เห็นท่าน สร้างความประหลาดใจแก่หมู่เพื่อนภิกษุที่ร่วมออกภิกขาจารด้วยกัน และในปีเดียวกันนี้ท่านมีโอกาสได้พบกับ อาจารย์ชื้นศิษย์สำนักเขาสาลิกา และอาจารย์ชื้นท่านนี้เองที่เป็นผู้เชื้อเชิญให้ท่านได้ไปนมัสการหลวงพ่อเขาสาลิกา ที่สำนักเขาสาลิกา จ.ลพบุรี ท่านเล่าว่าหลวงพ่อเขาสาลิกาท่านไม่พูด ท่านจุดเทียนตั้งไว้ 6 เล่มแล้วใช้มือดับทีละเล่มจนเหลือเทียนเล่มเดียวท่านจึงหยิบเทียนเล่มนั้นขึ้นมานั่งเพ่งเท่านั้น ท่านว่าเป็นปริศนาธรรมเกี่ยวกับการสอนเรื่องอายตนะภายใน-ภายนอก เมื่อหลวงพ่อได้พบได้เห็นปฏิปทาเช่นนั้นประกอบกับได้ยินได้ฟังวัตรปฏิบัติที่ไม่เหมือนใครและอิทธิปาฏิหาริย์ที่สุดแสนจะพิสดารของหลวงพ่อเขาสาลิกาก็ทำให้ท่านเกิดความเคารพเลื่อมใสจึงได้สมาทานตัวเป็นศิษย์เรื่อยมา

    แม้ท่านจะไม่ได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อโอภาสีโดยตรง แต่ท่านก็นับถือหลวงพ่อโอภาสีเป็นครูบาอาจารย์ของท่านอีกรูปหนึ่งซึ่งมีวัตรปฏิบัติคล้ายกันกับหลวงพ่อเขาสาลิกาเชื่อกันว่าท่านทั้ง 2 รูปสามารถสื่อถึงกันได้ ความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อกับหลวงพ่อโอภาสีนี้ผู้เขียนได้เรียนถามท่านแล้ว ท่านว่าได้พบปะพูดคุยกันธรรมดาที่อาศรมบางมด และยังกล่าวอีกว่าที่อาศรมบางมดมีรูปปั้นและสัญลักษณ์ต่างๆที่เป็นปริศนาธรรม ไม่ว่าใครจะนับถือศาสนาอะไรมาจากไหนหลวงพ่อโอภาสีท่านสามารถสอดแทรกคำสอนลงไปได้หมด เรื่องการแจกพระธาตุอีกเรื่องท่านว่าคนจะมามากสักเท่าไรหลวงพ่อโอภาสีท่านก็แจกได้ครบทุกคนไม่มีหมด วัตถุมงคลบางอย่างเป็นต้นว่า รูปสรงน้ำ แผ่นยันต์อิติสุคะโตฯ เหรียญพลาสติก และลูกแก้ว ผู้เขียนยังเห็นตกค้างอยู่ที่วัดเขาดินจำนวนหนึ่ง วัตถุมงคลบางอย่างท่านก็นำมาถอดแบบ เช่น เหรียญพลาสติกของหลวงพ่อโอภาสีท่านก็นำมาถอดแล้วพิมพ์ด้วยเนื้อดินผสมว่านในปี2508 รูปหลวงพ่อในยุคแรกๆก็ยังพบว่าทำเป็นรูปถ่ายประกบกันกับหลวงพ่อโอภาสี แต่รูปประกบกับหลวงพ่อเขาสาลิกายังไม่เคยพบ
    6.ปี 2497 ได้พบกับ อ.เฉลิม ซึ่งในขณะนั้น อ.เฉลิม กำลังทำการเผยแพร่วิชา 12 ภาษาปรากฎมีผู้สนใจศึกษากันพอสมควร ในคราวนั้นหลวงปู่พิมพา วัดหนองตางู จ.นครสวรรค์ ก็ได้เข้าร่วมศึกษาด้วย แต่วิชานี้เมื่อหลวงพ่อท่านได้นำมาใคร่ครวญแล้ว ปรากฏว่าตรงกันกับตำราเก่า ของพระธุดงค์ทั้ง4 ที่มาพำนักตั้งแต่ปี 2460-2462 ทั้ง4ท่านล้วนแต่เป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองฯทั้งสิ้น พระธุดงค์ทั้ง4 นี้ถือได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดวัดเขาดินเลยทีเดียว ท่านได้สร้างรอยพระพุทธบาท และทิ้งตำราเวทย์ต่างๆไว้เป็นปฐมบทให้กุลบุตรผู้สนใจได้ศึกษา เพื่ออนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สาธารณะชนคนยาก พอให้ได้เป็นที่พึ่งพิงและศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านสืบต่อไป วิชา 12 ภาษานี้เป็นวิชาที่ว่ากันว่าผู้ทำสำเร็จจะสามารถทำสมาธิจิตให้ไปสัมผัสกับภพภูมิจิตในระดับต่างๆทั้ง 31 ภูมิได้ แม้ในภูมิมนุษย์เองก็สามารถฟังและสื่อสารกับวิญญาณชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอื่นๆได้ตามที่ภพภูมิจิตไปสัมผัส และที่พิสดารอีกประการหนึ่งก็คือ ใครก็ตามที่มีกรรมเกี่ยวพันกับเราทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติเมื่อจะถึงคราวตาย หรือจะประสบเคราะห์กรรมรุนแรง เจตภูตของเขาจะพยายามสื่อให้เราทราบล่วงหน้าได้

    ปี 2498 ได้ไปศึกษาและปฏิบัติกรรมฐานตามแนวทางของหลวงพ่อเขาสาลิกาอย่างจริงจังกับท่านอาจารย์ชื้น ที่บ้านวัดพระยาตาก อาจารย์ชื้นผู้นี้เป็นศิษย์ฆราวาสคนสำคัญอีกท่านหนึ่งที่สืบสานกรรมฐานสายหลวงพ่อเขาสาลิกา ภายหลังได้บวชและรู้จักกันในนามหลวงพ่อชื้น วัดเขาพลอง หลวงพ่อเกิดได้ศึกษากับท่านอาจารย์ชื้นตั้งแต่อาจารย์ชื้นยังดำรงเพศเป็นฆราวาส ได้ฝึก การแยกรูป –นาม แยกกองกรรมฐานก่อนเป็นอันดับแรก เรียกว่า “ขันธ์สาม” คือพิจารณา เกศา โลมา นะขา.... ฯ ทั้งหมดที่จัดเป็นธาตุดินมารวมกันเป็น ขันธ์ทอง ราคัคคิ พิจารณา บุพโพ โลหิตัง อัสสุ....ฯ ทั้งหมดที่เป็นธาตุน้ำ มารวมกันเป็นขันธ์เงิน โมหัคคิ พิจารณา ไฟยังร่างกายให้อบอุ่น ไฟเผาผลาญอาหารให้ย่อย ..ฯทั้งหมดที่จัดเป็นธาตุไฟ มารวมกันเป็นขันธ์นาก โทสัคคิ รู้เหตุแห่งการเกิดเห็นความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน จากนั้นพิจารณาให้เป็นธาตุ และพิจารณาให้เป็นคุณธาตุตามลำดับ ขั้นตอนที่สอง เรียกว่า “ขันธ์ห้า” รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พิจารณาขันธ์ทั้ง 5 ให้เห็นเป็นไตรลักษณ์คือทุกขัง อนิจจัง อนัตตาแต่ทั้ง 5 ประการนี้ยังเป็นทุกข์เป็นโทษอยู่ จึงต้องมีธาตุรู้อีกประการหนึ่งคือ “วิมุติ” ส่วนขั้นสุดท้ายนั้นผู้เรียนจะต้องใช้อำนาจศีล สมาธิ ปัญญาของตนค้นหาความสัจธรรมด้วยตัวเอง และยังมีอยู่อีกขั้นตอนหนึ่งที่เรียกว่า “อัดขันธ์พุทโธ” โดยผู้ปฏิบัติจะต้องภาวนา “พุทโธๆ” ให้ติดต่อกันมิให้ขาดจิต โดยส่วนตัวของหลวงพ่อเองนั้นท่านเล่าว่าท่านภาวนาถึงขนาดที่หงายท้องตึงลงไปทีเดียว ท่านรู้สึกว่ากายละเอียดของท่านแยกออกจากกายหยาบมีอาการเหมือนพุ่งเหาะออกไป จากนั้นจะน้อมนึกไปสถานที่ใดจิตก็จะไปยังสถานที่นั้นในทันที แต่ท่านอาจาร์ชื้น ท่านว่า ตึงไปๆให้พอดีๆมัชชิมาปฎิปทา ลมอัสสาสะและลมปัสสาสะให้เสมอกัน ลมอัสสาสะหายใจเข้า พระสูตร21000 สัญญาเกิด ที่ใต้สะดือสองนิ้ว ลมปัสสาสะ หายใจออก พระวินัย 21000 สัญญาดับ ที่ปลายจมูก พระอภิธรรม 42000 กลางลิ้นปี่ สัญญาไม่เกิดไม่ดับเป็นอมตธรรม ตลอดเวลาที่หลวงพ่อท่านปฏิบัติอยู่นั้นท่านอาจารย์ชื้นจะทำการสอบจิตอยู่เสมอเพื่อมิให้ไขว้เขวผิดแนวทาง

    ปี 2499– 2500 ออกจาริกธุดงค์ปลีกวิเวกกระทำความเพียรทางจิต โดยมุ่งหน้าไปทางเหนือผ่านขึ้นไปทางนครสวรรค์ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ท่านได้ปักกลดในพื้นที่ อ.ท่าตะโก ตรงกันข้ามกันกับวัดหัวถนนหลังจากปักกลดลงแล้วปรากฏว่ามีชาวบ้านแห่กันมาให้ท่านรักษาเนื่องจากถูกหมาบ้ากัดนับสิบราย ทั้งๆที่ท่านก็เพิ่งมาปักกลดและชาวบ้านก็ยังไม่รู้จักท่านแต่ช่างน่าฉงนว่าชาวบ้านเหล่านั้นทราบได้อย่างไรว่าหลวงพ่อท่านมีวิชาที่สามารถรักษาอาการหมาบ้าได้ วันรุ่งขึ้นท่านย้ายไปปักกลดที่เขาโคกเผ่นและในคืนนั้นนั่นเองปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก รุ่งเช้าชาวบ้านหัวถนนที่ได้รับการรักษาโรคพิษหมาบ้าบ้างชาวบ้านในละแวกนั้นบ้างต่างพากันมานมัสการหลวงพ่อด้วยความเป็นห่วงด้วยว่าเมื่อคืนฝนฟ้าคะนองอย่างหนักเกรงว่าท่านคงจะเปียกปอนหรืออาจจะป่วยไข้ได้ แต่ทุกคนต่างก็พบกับความพิศวงงงงวย เมื่อปรากฎว่าบริเวณพื้นที่ที่ท่านปักกลดอยู่นั้นไม่มีน้ำฝนสักหยดทั้งๆที่รัศมีโดยรอบมีน้ำขังเจิ่งนองเต็มไปหมด
    ปี 2501-2506 กลับมาเยี่ยมโยมบิดามารดาและออกธุดงค์ต่อจนกระทั่งกลับมาพบสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติและมีนิมิตมหัศจรรย์ให้ต้องจำพรรษาและถือได้ว่าเป็นภิกษุรูปแรกที่เปิดถ้ำเขาตะพาบ จ.อุทัยธานีในถ้ำแห่งนี้หลวงพ่อพบกับความมหัศจรรย์ในโลกวิญญาณมากมายโดยเฉพาะเรื่องพระธาตุ
    หลวงพ่อเล่าว่าถ้ำเขาตะพาบแห่งนี้มีความวิจิตรพิสดารเป็นอย่างมาก มีถ้ำมหาสมบัติซึ่งเป็นของลับแลถึง 3 ถ้ำคือถ้ำทอง ถ้ำเงิน และถ้ำนาก ถ้ำทองนั้นมีนกสาลิกาเฝ้า ถ้ำเงินงูสามสีเฝ้า ถ้ำนากมีตะขาบเฝ้า ช่วงเข้าพรรษาหลวงพ่อได้ตั้งปฏิญาณอธิษฐานจิตว่าจะเข้ากรรมฐาน 7 วัน 7 คืนโดยไม่ฉันอาหารเลย แต่ด้วยบรรดาศรัทธาญาติโยมไม่ทราบเจตนารมณ์ของท่าน เมื่อเห็นท่านหายไปชาวบ้านจึงต่างกันตามมาหาท่าน ซึ่งนึกว่าท่านนั่งมรณภาพด้วยความเป็นห่วงจึงต่างกันจับท่านเขย่าบ้างตะโกนเรียกให้ท่านได้ฟื้นคืนสติบ้าง จึงทำให้ท่านต้องถอนออกจากสมาธิ หลังจากนั้นไม่นานท่านเกิดอาการอัมพฤกษ์ปากเบี้ยวพูดไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆท่านกำหนดรู้ได้ว่าเป็นเพราะเหตุที่ท่านผิดสัจจะที่อธิษฐานไว้นั่นเอง ท่านจึงตั้งสัจจะอธิษฐานใหม่ไม่นานอาการอัมพฤกษ์ก็หายไปเอง

    ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ท่านออกจากกรรมฐาน ในขณะที่ท่านเดินออกมาถึงปากถ้ำ เจ้านกสาลิกาก็บินตกลงมาตายต่อหน้าท่าน ท่านได้ทำการเผาร่างให้ เมื่อกองเพลิงมอดไหม้ลงไปหมดแล้วปรากฏก้อนโลหะสัณฐานเท่าลูกแก้วมีวรรณณะเป็นสีทองสุกปลั่งเป็นที่อัศจรรย์ ภายหลังคดทองนี้ท่านได้บรรจุไว้ในองค์พระประธาน
    ต่อมาก่อนที่งูสามสีจะตายนั้น มันก็เลื้อยออกมานอนตายต่อหน้าหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านกำหนดจิตไตร่ตรองดูแล้วจึงพอทราบว่าเจ้างูสามสีซึ่งเป็นงูเจ้าที่ต้องการให้หลวงพ่อแผ่เมตตาและปลดปล่อยวิญญาณให้ หลวงพ่อกำหนดจิตแผ่เมตตาอนุโมทนาบุญกรรมอันเป็นกุศลที่เจ้างูสามสีได้ปฏิบัติหน้าที่และได้ทำการเผาร่างให้ปรากฏว่าเมื่อไฟมอดลงแล้วบังเกิดเป็น คดเงิน ก้อนกลมๆอย่างแปลกประหลาด คดเงินนี้หลวงพ่อได้ทำหัวแหวนแล้วมอบให้น้องชายท่านไป น้องชายท่านได้ครอบครองได้ไม่นานแหวนคดเงินนั้นก็อันตรธานหายไปจึงมาบออกกับหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อท่านลองไปเปิดตลับที่เก็บคดเงินนั้นไว้แต่เดิม ปรากฏว่าแหวนคดเงินนั้นกลับมาอยู่ที่เก่าได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ส่วนตะขาบที่เฝ้าถ้ำนากนั้นตามมาตายต่อหน้าหลวงพ่อที่วัดเขาดินนี้เลยทีเดียวแต่ไม่ทราบว่าให้คดไว้หรือไม่
    ในระหว่างนั้นท่านได้ไปเชิญพระธาตุที่เขาบางแกรก เหตุเพราะชาวบ้านไล่ยิงเก้งที่วิ่งหนีเข้าไปในถ้ำถ้ำหนึ่งเมื่อเข้าถ้ำไปแล้ว ไม่ว่าชาวบ้านผู้นั้นจะเหนี่ยวไกยิงสักกี่ครั้งดินปืนก็ไม่ทำงาน หลวงพ่อจึงทราบได้ว่ามีของกายสิทธิ์อยู่ในถ้ำ การเดินทางไปเขาบางแกรกในคราวนั้นหลวงพ่อได้พบกับ หลวงพ่อชีปะขาวหายพระผู้ทรงอภิญญาอีกรูปหนึ่งที่ชาวบ้านในละแวกนั้นพบเห็นมาช้านาน แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าท่านเป็นใครมาจากไหน รุ่งเช้าท่านก็มาปรากฏในรูปของพระภิกษุห่มผ้าสีกรักบ้าง บางคราวก็นุ่งขาวห่มขาวแบบชีปะขาวบ้าง ชาวบ้านแปลกใจจึงได้พยามสะกดรอยตามพอถึงริมลำน้ำชาวบ้านก็แอบดูปรากฎว่าเผลอแผลบเดียวหลวงพ่อท่านข้ามไปฝั่งโน้นได้ในพริบตาชาวบ้านจึงเรียกกันว่าหลวงพ่อชีปะขาวหาย ในระหว่างที่ท่านเจริญกรรมฐานอยู่นั้นหลวงพ่อชีปะขาวก็จำแลงเป็นพญานาคมาในนิมิตหลวงพ่อสามารถหยั่งรู้ได้ด้วยสมาธิจิตว่านี่คือวิญญาณธาตุของหลวงพ่อชีปะขาว จึงได้ใช้วิถีจิตติดต่อพูดคุยกัน หลวงพ่อชีปะขาวบอกสถานที่ที่เก็บรักษาพระธาตุรวมทั้งของกายสิทธิ์ต่างๆ สุดท้ายท่านแนะนำหลวงพ่อว่า “อย่าติดฌานนะคุณ เดี๋ยวจะต้องเฝ้าสมบัติอย่างผม”
    ปี 2507 ชาวบ้านและบรรดาญาติโยมจึงได้ร่วมใจนิมนต์ท่านมาจำพรรษา ณ วัดเขาดินท่านจึงได้ทำการปกครองวัดเขาดินตั้งแต่นั้นสืบมาจนถึงปัจจุบันและนับได้ว่าเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกที่ดำรงตำแหน่งได้นานที่สุด เนื่องจากก่อนหน้านั้นเจ้าอาวาสแต่ละรูปล้วนมีเหตุให้สึกหาลาเพศไปด้วยเหตุต่างๆ ว่ากันว่าเจ้าเขาแห่งนี้แรงนักแต่ท่านก็แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ว่าท่านสามารถปกครองได้ทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรม-และนามธรรม จนกระทั่งก่อให้เกิดความเจริญตราบเท่าปัจจุบัน
    วัดเขาดินนี้เดิมทีเชื่อกันว่าเป็นสถานที่อาถรรพ์ หากผู้ที่อยู่อาศัยประพฤติตนไม่เหมาะสมเป็นสมณะไม่เอาใจใส่ใฝ่กุศลแล้วไซร้ ย่อมมีเหตุการณ์เป็นไปต่างๆนานาหนักบ้างเบาบ้างมักประจักษ์ให้เห็น หลวงพ่อท่านว่าแต่ก่อนวิญญาณที่วนเวียนสถิตเสถียรอยู่ในสถานที่แห่งนี้มีภพภูมิจิตอยู่ในชั้นปรนิมมิสวัตสวตี ซึ่งมีอำนาจจิตที่มีฤทธิ์พอสมควรสามารถจำแลงแปลงร่างให้เป็นไปในรูปร่างต่างๆได้ และยังเป็นภพภูมิที่ให้คุณให้โทษได้อยู่ หากจิตของผู้อาศัยตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสโลกีย์แล้วไซร้ เจ้าที่จักแสดงตนให้โทษ แต่ถ้าหากผู้อยู่อาศัยเอาใจใส่บำเพ็ญภาวนามีระดับจิตสูงกว่าชั้นปรนิมฯ เจ้าของสถานที่ก็จักนำพาประโยชนมาให้ แต่ด้วยอานิสงค์แห่งกุศลผลบุญที่หลวงพ่อท่านแผ่เมตตาอนุโมทนาอุทิศให้ยังผลให้ดวงจิตของเจ้าของสถานที่นั้นยกระดับขึ้นสู่ชั้นอาภัสรา ภายหลังจึงได้หยุดรบกวนและอยู่ร่วมกันอย่างสันติเรื่อยมา
    เกี่ยวกับความอัศจรรย์ของเขาดินนี้หลวงพ่อเล่าว่ามีอยู่คราวหนึ่งมีเด็กสาวซึ่งเป็นลูกสาวของชาวบ้านในละแวกนั้นเข็นรถใสขึ้นมาถึงบนยอดเขานี้เลยทีเดียวซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติเพราะไม่ใช่วิสัยของหญิงสาวร่างเล็กจะมีพละกำลังเข็นรถใสขึ้นมาบนยอดเขาที่สูงชันนี้ได้โดยง่าย หลวงพ่อท่านจึงได้ทักขึ้นและไต่ถามว่ามีความเป็นมาอย่างไร หญิงสาวเรียนกับหลวงพ่อว่า ตนใสรถผ่านตีนเขามองเห็นสองข้างทางเต็มไปด้วยสวนดอกไม้เบ่งบานงามตารู้สึกเจริญตาเจริญใจเป็นที่สุดจึงได้เข็นรถใสตามทางมาอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งหลวงพ่อทักขึ้น ตนจึงตกใจเท่านั้นเองสวนดอกไม้งามตาทั้งสองข้างทางก็อันตรธานหายไปในพริบตา แต่ปรากฏเป็นยอดเขาดินแห่งนี้แทนพอกลับมาสู่โลกของความจริงแล้วเธอก็ไม่สามารถเข็นรถใสลงมาได้ต้องให้ผู้เป็นบิดามารับลงไป
    นอกจากนี้ยังมีเรื่องของหน่อทองที่ผุดงอกขึ้นมาเอง หน่อทองนี้หลวงพ่อท่านว่าเป็นสมบัติแผ่นดินบัดนี้สูงเคียงเข่าแล้ว แต่สมบัตินี้เป็นของชาวลับแล ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ เมื่อถึงเวลาอันควรแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อผืนแผ่นดินต่อไป
    ในด้านของการพัฒนาในศาสนกิจนั้นท่านได้ทำหน้าที่โดยมิได้ขาดตกบกพร่อง ทั้งทางด้านคันถะธุระ ( การศึกษาและเผยแพร่) และวิปัสสนาธุระ (การฝึกจิตเพื่อความหลุดพ้นทางใจ) สิ่งเหล่านี้เป็นความตั้งใจจริงของท่านที่จะทำการเผยแพร่ให้ถึงที่สุด จนเป็นที่ถูกพระทัยแก่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ฟื้น ชุตินธโร) วัดสามพระยา ก.ท.ม. เป็นอย่างยิ่ง
    ในปี พ.ศ.๒๕๑๙ สมเด็จพระพุทฒาจารย์ท่านได้ได้มีพระเมตตาเป็นองค์ประธานฉลองอุโบสถวัดเขาดิน แลในปีเดียวกันหลวงพ่อเกิดได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และเจ้าคณะตำบลกุดจอกตำบลหนองมะโมง
    ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ สมเด็จพระพุฒาจารย์ท่านได้มีพระเมตตาเสด็จมาวัดเขาดินเป็นครั้งที ๒ เพื่อเป็นองค์ประธานเปิดงาน โครงการ “หน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลหนองมะโมง” หลังจากนั้นพระเดชพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ได้มีพระเมตตาเสด็จเยือนวัดเขาดินอีกถึง ๒ ครั้ง ในปี พ.ศ.๒๕๒๙ และ พ.ศ.๒๕๓๑ เพื่อเป็นองค์ประธานเปิดงานหอสมุดประจำตำบลและโครงการสมุนไพรไทย ณ วัดเขาดิน ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อบุญเกิดจึงได้รับการยกย่องจากทางคณะสงฆ์ทุกระดับชั้น และเป็นมิ่งขวัญของชาวบ้านทั้งใกล้-ไกล
    ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ วัดเขาดินจึงได้รับแต่งตั้งจากมหาเถระสมาคมให้เป็นวัดพัฒนาดีเด่นประจำปี และในปี พ.ศ.๒๕๓๗ คณะสงฆ์จังหวัดชัยนาทได้มีมติเห็นสมควรเสนอชื่อหลวงพ่อบุญเกิด แก่มหาเถรสมาคมในการขอพระราชทานเลื่อนสมณะศักดิ์ ทางหาเถระสมาคมได้พิจารณาเห็นสมควรแต่งตั้งให้ท่านเป็นพระครูสัญญาบัติชั้นโท ในพระราชติณนามว่า “พระครูอุดมชัยกิจ” จากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก องค์ปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๗

    (ปล.ตัดและเรียบเรียงจากเครดิตเว็บด้านล่างนะครับ)
    Cr.http://www.watkositaram.com/forum/index.php?topic=11006.0

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ปัจจุบันหลวงปู่เกิดมรณภาพแล้ว

    พระสิวลีเนื้อดินเผา๒องค์

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260125_200926.jpg IMG_20260125_200939.jpg IMG_20260125_200955.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    CIMG0371_resize_resize.jpeg pojang2apisets.jpg pojang6bodys.jpg


    ประวัติพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร ฯโพธิ์แจ้ง

    พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร ฯโพธิ์แจ้งมหาเถระ อดีตเจ้าคณะใหญ่ สงฆ์จีนนิกาย รูปที่6 ประธานคณะกรรมการสงฆ์จีนนิกายรูปที่1 เจ้าอาวาสผู้สถาปนาวัดโพธิ์ แมนคุณาราม เจ้าอาวาสผู้สถาปนาวัดโพธิ์เย็น กาญจนบุรี เจ้าอาวาสผู้สถาปนาวัดโพธิทัตตา ราม ศรีราชา ชลบุรี ก่อนมรณภาพ เมื่อ วันที่ 25 เดือน กันยายน พ.ศ.2529 ท่านดำรงสมณะ ศักดิ์พระราชาคณะชั้นสัญญาบัตร(เทียบชั้นธรรมพิเศษ) ฝ่ายวิปัสสนา ในราชทินนามพระมหา คณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร พุทธบริษัทจีนพิเนตุ วิเทศธรรมประสาท นวกิจพิลาสประยุกต์ ทำนุกจีนประชาวิสิฐ

    - ท่านเจ้าคุณอาจารย์โพธิ์แจ้ง สถานะเดิมชื่อธง สกุลอึ้ง ท่านกำเนิดเมื่อ วันที่ 16 เดือน 6 จีน ปืนขาล พ.ศ.2444 จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑล กวางตุ้ง ประเทศจีน บิดาเป็น ขุนนางชั้นผู้ใหญ่มารดาจางไทฮูหยินเกิดในตระกูลเตียท่านสืบเชื้อสายขุนนางทั้งฝ่ายบิดาและ มารดาซึ่งเป็นอุบาสก อุบาสิกา เลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา

    - ท่านเจ้าคุณอาจารย์ กำพร้าบิดามาแต่เยาว์วัย จางไทฮูหยินมารดา ได้ อบรมบุตรให้ประพฤติในธัมมานุธรรมปฏิบัติท่านได้รับการศึกษาตามแบบจีนเก่าจบชั้นมัธยม บริบูรณ์ในประเทศจีนสมัย นั้นเมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม ได้เข้ารับราชการทหารอยู่ระยะหนึ่งในขณะ รับราชการทหารอยู่ ท่านได้สติเกิดเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาสวิสัย จึงตั้งปณิธาน น้อมจิตเข้าสู่ พุทธธรรม การตัดสินใจในครั้งนั้นเป็นผลดีต่อพุทธศาสนาและ คณะสงฆ์จีนนิกายในประเทศ ไทย อย่างมหาศาล สาธุชนทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมายได้รับการชักนำจากท่านเข้า สู่พุทธธรรม พระพุทธศาสนา ฝ่ายมหายานได้ตั้งมั่น สืบต่อ ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

    - ในปี 2470 ขณะนั้นท่านเจ้าคุณอาจารย์ อายุย่างเข้า 26 ปีได้เดินทาง เข้ามาในประเทศไทย เพื่อศึกษาหลักธรรมและสักการะปูชนียะสถานต่างๆ ตามที่ท่านได้รับฟัง มาก่อน พร้อมกับได้สืบเสาะหาพระอาจารย์ที่มีบารมี ความรู้ เมื่อพบจึงได้ถวายตัวเป็นศิษย์ ขอบรรพชาในสำนักพระอาจารย์ หล่งง้วน เป็นอุปัชฌาย์และบรรพชา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2471 ณ.สำนักสงฆ์ถ้ำประทุน(เช็งจุ้ยยี่) พระพุทธบาท สระบุรี ท่านอาจารย์หล่งง้วนได้ บรรพชาให้ และให้ฉายา ท่านว่า “โพธิ์แจ้ง”หลังจากบรรพชาแล้วท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้มุ่งหน้าศึกษาบำเพ็ญเพียรปฏิบัติกรรมฐานอย่าง มุ่งมั่น บริเวณวัดถ้ำประทุนในขณะนั้นยังห่างไกลความเจริญ การสัญจรไม่สะดวก คนไปมาหา สู่น้อยเต็ม ไปด้วยสัตว์ร้าย และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้มุ่งมั่นปฏิบัติพร้อม กับการสังคมสงเคราะห์ ด้วยท่านได้เคยเรียนรู้เรื่อง ตำรับยามาบ้าง เมื่อชาวบ้านเจ็บไข้ได้ ท่านก็เป็นธุระรักษาพยาบาลให้บาง รายอาการหนักถึงแก่กรรม ท่านก็ช่วย ประกอบกิจการศพ ให้ ท่านยังได้ทำการพัฒนาสภาพแวดล้อมต่างๆ ตามโอกาส เช่น ท่านได้สกัดหินภูเขาเพื่อ สร้างทางเดิน ให้ชาวบ้าน เป็นต้น ด้วยความยากลำบาก ความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคม ความมุ่งมั่นใน การ บำเพ็ญเพียร จนครั้งหนึ่งท่านได้เกิดโรคไข้จับสั่น ทุกข์เวทนามาก แต่ ท่านก็ไม่ย่อท้อ เมื่อหนาวสั่นก็ออกไปทุบหิน จนร่างกายที่หนาว กลับกลายเป็นร้อน เมื่อร้อน เหงื่อโชกก็พักหายเหนื่อยก็ไปสรงน้ำ ทำเช่นนี้ตลอด ชั่วระยะเวลาไม่กี่วัน ท่านก็สามารถเอา ชนะโรคร้ายนั้นได้

    - ในสมัยนั้นพระสงฆ์จีนไม่เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนชาวไทย และชาวจีนมากนัก ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้พิจารณาเหตุแห่งสภาพนั้น พร้อมทั้งตั้งสัจจะ ปณิธานที่จะปรับปรุงคณะสงฆ์จีนใหม่ เพื่อนำความเลื่อมใสศรัทธา รุ่งโรจน์ ให้บังเกิดขึ้นใน ภายภาคหน้า ซึ่งเป็นการง่ายในการตั้งปณิธานแต่ยากในการปฏิบัติ ด้วยว่าตนเองจะต้อง ประกอบด้วย ขันติ วิริยะ ปัญญา บารมี และคุณธรรม ด้วยปณิธานในครั้งนั้น ทำให้ท่านต้องรับ ความยากลำบากอย่างมาก ถึงขั้นมีผู้หมายปองชีวิต ดังเหตุการณ์ร้ายแรงเหตุการณ์หนึ่ง หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ปีที่ 16 ฉบับที่ 5025 วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2505 ได้ลงข่าว พาดหัวว่า วางระเบิดสังหารสงฆ์ใหญ่จีน มือมืด ซุกใต้เบาะรถยนต์-นั่งทับ ระเบิด รอด มรณภาพได้ปาฏิหาริย์ ถึงแม้จะมีความยากลำบากในการสร้างความมั่นคง แก่คณะสงฆ์จีน เพียงใดท่านเจ้าคุณอาจารย์ก็ยังคงมุ่งมั่นในการปฏิบัติ

    - ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้บำเพ็ญเพียร ศึกษาปฏิบัติ ที่ วัดถ้ำประทุน จนแตกฉานในพระไตรปิฏกรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจสี่ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของ พุทธศาสนิกชน เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อุบาสก อุบาสิกา ผู้เคารพเลื่อมใสในกรุงเทพฯได้นิมนต์ ท่านแสดงธรรมโปรดชาวเมืองอยู่เนืองๆ ท่านเจ้าคุณอาจารย์จึงได้ย้ายมา จำพรรษาอยู่ใน กรุงเทพ ณ.สำนักสงฆ์หมี่กัง สะพานอ่อน ขณะนั้นพุทธศาสนาฝ่ายจีนยังไม่แพร่หลาย วัดและ สำนักสงฆ์ ยังน้อย ท่านเจ้าคุณอาจารย์ดำริว่า ต้องสร้างคนก่อนแล้วค่อยสร้างวัตถุ เมื่อคนมี ีคุณภาพทางจิตและผูกพัน การพัฒนา สังฆมณฑลจีนนิกายก็ราบรื่นและแพร่ไพศาล ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้เริ่มแผ่เมตตา รับสานุศิษย์(กุยอี)เข้าปฏิญาณตน เป็นพุทธมามะกะรับ คำสอนจากท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นรุ่นๆ รุ่นละร้อยกว่าคนบ้าง สองร้อยกว่าคนบ้างท่านเป็นที่ พึ่งแก่พุทธศาสนิกชน ่ทั้งชาวจีนและชาวไทยในกรุงเทพขณะนั้นและต่อๆมาวางรากฐานมั่นคง แก่คณะสงฆ์จีนนิกาย ในประเทศไทย

    -ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้จาริกไปประเทศจีน ได้ ดั้นด้นธุดงค์ บำเพ็ญบารมีไป ได้เข้าศึกษามนตรยาน ณยิงมาคากิว ณ.สำนักสังฆราชา ริโวเช่ แคว้นคาม ทิเบตตะวันออก กับพระสังฆราชา “วัชระนะนาฮู้ทู้เคียกทู้”(นอร่ารินโปเช่) ซึ่งเป็นพระมหาเถระที่มีชื่อเสียงมากของทิเบต ท่านสังฆราชานะนา เลื่องลือมาก ในแถบจีน ตอนใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ท่านสังฆราชานะนา ได้เปิดเผยว่าท่านเจ้าคุณ อาจารย์ถือกำเนิดจากปรมาจารย์ “คุรุนาคาชุน” (ตามความเชื่อและแนวทางปฏิบัติในทิเบต) ซึ่งมาเพื่อฟื้นฟู สถาปนาพุทธศาสนามหายานให้มั่นคงในภูมิภาคนี้ ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้รับ ความเมตตาจากพระอาจารย์เป็นพิเศษ เมื่อท่านเจ้าคุณอาจารย์ศึกษาแตกฉานใน มนตรยานณยิงมาคากิว แล้ว พระสังฆราชาฯได้ประกอบมนตรภิเษก ตั้งให้ ท่านเจ้าคุณ อาจารย์เป็น “พระวัชรธราจารย์” อันดับที่ 26 สืบต่อจากท่าน ในการครั้งนั้น ท่านสังฆราชา นะนา ได้มอบ อัฐบริขาร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตำแหน่งสังฆราชา ให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์อย่าง ครบถ้วน ทั้งได้มอบพระธรรมคัมภีร์ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดของนิกายเพื่อให้ท่านเจ้าคุณ อาจารย์นำกลับมาประดิษฐานในประเทศไทย ด้วย ท่านสังฆราชาได้ทำนายว่า ทิเบตต้องแตก พระธรรมคัมภีร์อันมีค่ามหาศาลจะถูกทำลายหมด เป็นที่ยืนยันแล้วว่า พระธรรมคัมภีร์ฉบับที่อยู่ กับท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นฉบับสมบูรณ์ที่สุด ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

    - ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้จาริกไปประเทศจีน เพื่อเข้ารับการอุปสมบท เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ณ.วัดล่งเชียงยี่ บนภูเขาป๋อฮั้วซัว มณฑล กังโซว โดยมีพระคณาจารย์ฮ่งยิ้ม เป็นอุปัชฌาย์ ผู้เป็นสังฆนายกสำนักวินัย สำนักปฏิบัติ ธรรมวินัยแห่งนี้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่มีระเบียบวินัยเคร่งครัดที่สุดของจีน เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้อยู่ศึกษาพระปริยัติธรรม กับพระคณาจารย์เพิ่มเติมอีก 2 ปี ด้วยสติ ปัญญา อันหลักแหลมฉลาดเฉลียว ท่านได้เรียนรู้อรรถธรรมลึกซึ้งต่างๆได้แตกฉานเป็นที่รัก ใคร่ของพระอาจารย์ และ พระสงฆ์ต่างๆ ในสำนัก ปี พ.ศ.2479 จึงได้จาริกกลับประเทศไทย เพื่อเผยแพร่พระธรรมและประสบการณ์ความรู้ ที่ได้รับมาแก่พุทธบริษัทในประเทศไทยต่อไป

    - ปี พ.ศ. 2490 ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้จาริกกลับประเทศไทย พร้อมด้วย บารมีธรรม อันแรงกล้า แตกฉานในพระไตรปิฏกทุกยาน ทุกนิกาย ทั้งเถระวาทในประเทศไทย มหายานของจีน และวัชระยานของทิเบต ตลอดจน ความรอบรู้ปรัชญาของจีนและศาสตร์ทุก แขนงทั้งทางโลกและทางธรรม ด้วยว่าท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นผู้ไม่ยอมว่าง ในการแสวงหา ความรู้นั่นเอง

    - ปี พ.ศ.2491 ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้จาริกไปประเทศจีนเป็นวาระที่สาม ครั้งนี้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ ได้รับเกียรติอย่างสูงจากพระคณาจารย์จีนพระปรมัตตาจารย์ (เมี่ยวยิ้ว) ประมุขเจ้านิกายวินัยของประเทศจีน องค์ที่ 18 แต่งตั้งท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็น พระปรมัตตาจารย์ ประมุขนิกายวินัยองค์ที่ 19 ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้จาริกแสวงธรรม ในการ ครั้งนี้ด้วย รวมเวลาในวาระนี้ 2 ปีเศษ - ตั้งแต่ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้บรรพชา ณ วัดถ้ำประทุนเป็นต้นมาท่านได ้อุทิศกายใจ เพื่อการ พระศาสนา โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง หลังจากเข้าพำนัก ณ. สำนักสงฆ์หมี่กัง ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได ้ปฏิบัติกิจของสงฆ์ จำศีลภาวนา อบรมศิษยานุศิษย์ อย่างเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ผู้มาปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนสำนักสงฆ์หมี่กังคับแคบ ไม่พอแก่จำนวนผู้มา ท่านเจ้าคุณอาจารย์จึงสร้างสำนักสงฆ์หลับฟ้าขึ้นอีกแห่ง ในบริเวณใกล้ เคียงกัน กิติศัพท์ในสีลาจาวัตร ความรู้ ความสามารถ ความเมตตา ของท่านยิ่งกว้างขวางไป ไกล จำนวนศิษยานุศิษย์และผู้ปฏิบัติธรรมก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น สำนักสงฆ์หลับฟ้าก็คับแคบอีกท่าน เจ้าคุณอาจารย์ จึงได้สร้างวัดโพธิ์เย็น ณ.ตลาดลูกแก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และ ได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมา กับประกอบพิธี ผูกพัทธสีมาสำหรับ เป็นที่ประกอบการอุปสม บทตามพระวินัยบัญญัติ นับเป็นปฐมสังฆะรามฝ่ายจีนนิกาย แห่งแรกที่ให้ การอุปสมบทแก่กุล บุตร ซึ่งก่อนหน้านี้การอุปสมบทด้องเดินทางไปประเทศจีน ต่อมาสมเด็จพระสังฆราชเจ้าได้ โปรด แต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌายะฝ่ายจีนนิกายรูปแรก ปี พ.ศ.2497 สมเด็จพระสังฆราชมี เถรบัญชาให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ จากวัดโพธิ์เย็นลงมาครองวัดมังกรกมลาวาส ซึ่งเป็นอาราม ใหญ่ที่สุดของฝ่ายจีนนิกาย ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้ปกครอง ดูแลอย่างเรียบร้อย เป็นที่แซ่ซ้อง สาธุการของพุทธบริษัทชน ครั้นแล้ว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดให้เลื่อน สมณะศักดิ์ของ ท่านเจ้าคุณขึ้นเป็นที่พระอาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายสงฆ์จีนนิกาย ปกครอง คณะสงฆ์จีน ในประเทศไทย เมื่อคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทยมั่นคง สมบูรณ์แล้ว ท่าน เจ้าคุณอาจารย์ได้จาริกยังประเทศในภูมิภาคนี้ เป็นครั้งเป็นคราว เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย เพื่อเผยแพร่พระศาสนาให้กว้างไกลยิ่งๆขึ้นไป ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้อุทิศตนเพื่อ พระศาสนาอย่างแท้จริงเป็นเวลายาวนานกว่า 60 ปี ฉะนั้นชื่อเสียง เกียรติคุณ ของท่านจึงขจร ขจายไปทั่วทุกสารทิศ

    - ท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยชาติวุฒิ คุณวุฒิ และวัยวุฒิ ปฏิบัติเคร่งครัดในสีลาจารวัตร เมตตาสั่งสอน อบรมพุทธบริษัททั่วไปอย่างหมั่นเพียรจนได้รับ การยกย่องในหมู่คณะพระมหาเถรานุเถระของ ไทยว่ามีปฏิปทาไม่แปลกจากสงฆ์ไทยเลย สังฆกรรมใดซึ่งมีพระพุทธบัญญัติ ก็พยายามพื้นฟูขึ้นมาปฏิบัติ เช่น พิธี กฐิน เป็นต้นด้วยความ เป็นสังฆราชาแห่งสำนักวินัยอันดับที่ 19 ท่านเจ้าคุณอาจารย์ให้ความสำคัญ ในการปฏิบัติเคร่ง ครัด ในพระวินัย พร้อมทั้งสั่งสอน ควบคุม พระภิกษุ สามเณรในวัดให้เป็นผู้เคร่งครัดในการ ปฏิบัติพระวินัยด้วย ท่านเจ้าคุณ อาจารย์จึงมีคำสั่งให้พระภิกษุเย็นเกียรติ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดโพธิ์เย็น จัดการแปลสิกขาบทในพระปาฏิโมกข์แห่งนิกายวินัย ซึ่งเป็นพากษ์ภาษาจีนออกสู่ พากย์ไทย เพื่อเป็นการเปรียบเทียบพระปาฏิโมกข์ของฝ่ายบาลี และให้ผู้บวชเรียนชาวไทย ในกาลต่อมาได้เรียนรู้อย่างสะดวก พระภิกษุจีนนอกจากจะต้องปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัตินี้ แล้ว ยังต้องปฏิบัติ โพธิสัตว์ สิกขาตามคติในนิกายมหายานอีกด้วย - วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2529 ท่านเจ้าคุณอาจารย์ ได้อาพาธ และถึงแก่มรณะภาพลง สิริอายุ 85 ปีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรม ราชานุเคราะห์ ในการสวดพระอภิธรรม 7 วัน นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ได้ทรงพระมหากรุณา เสด็จพระราชดำเนินไปในการบำเพ็ญพระ ราชกุศลพระอภิธรรม แก่ศพท่านเจ้าคุณอาจารย์ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2529 สมเด็จพระบรม โอรสาธิราช เสด็จพระราชดำเนิน บำเพ็ญ พระราชกุศลพระราชทานบรรจุศพ ท่านเจ้าคุณอา จารย์ ณ วัชระเจดีย์ วัดโพธิ์แมนคุณาราม ท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นพระเถระต่างชาติรูปแรกที่ได้ รับพระราชทานสมณศักดิ์สูงเป็นเกียรติประวัติยามเมื่อท่าน ยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อท่านได้ละ สังขารแล้ว ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรม ราชานุเคราะห์ต่างๆ เป็นเกียรติประวัติที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์สงฆ์จีนในประเทศไทย

    ก่อนท่านเจ้าคุณอาจารย์จะมรณะภาพท่านได้สั่งคณะศิษย์ไว้ว่าเมื่อถึงเวลาอันสมควร ก็ให้เปิดวัชระเจดีย์และอัญเชิญสรีระของท่านออกมาเพื่อให้สานุศิษย์ทั้งหลายได้กราบไหว้บูชา เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2539 เจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกายองค์ปัจจุบัน ท่านเจ้าคุณเย็นเต็ก ได้ประกอบพิธีเปิดวัชระเจดีย์เมื่อผู้ร่วมในพิธีทุกท่านได้เห็นสรีระของท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นที่ อัศจรรย์อย่างยิ่ง สรีระของท่านยังคง สมบูรณ์ดี แม้เวลาจะผ่านไปนานถึงสิบปีแล้วก็ตาม แต่ก็ มีเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นอีก ร่างของท่านได้ แบ่งสีสรรเป็นสามสีอย่างชัดเจนคอและ ศีรษะเป็นสีทอง ตัวเป็นสิเงิน จากข้อศอกทั้งสองข้าง และขาทั้งสอง ข้างเป็นสีโกโก้หรือสีของ เมื่อสัมผัสยังนุ่มนิ่มเหมือนเนื้อคนธรรมดา ขณะนี้สรีระของท่านเจ้าคุณอาจารย์ ได้ประดิษฐาน ณ วัดโพธิ์แมนคุณารามเพื่อให้สานุศิษย์ทั้งหลายได้กราบไหว้บูชา
    อาจารย์อู๊ด ผู้ก่อตั้งฯ ขอเผยแผ่เพื่อถวายเป็นอาจาริยบูชา

    Cr.ข้อมูล
    http://www.gonghoog.com/main/

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญเจ้าคุณวัดโพธิ์แจ้ง ปี ๒๕๑๐

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260125_224406.jpg IMG_20260125_224428.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1769359036571.jpg

    หนุมานหลวงปู่เกลี้ยง อดีตเจ้าอาวาสวัดเนินสุทธาวาส จ.ชลบุรี

    ประวัติ หลวงปู่.เกลี้ยง วัดเนินสุทธาวาส จ.ชลบุรี

    หากเอ่ยถึง “วัดเก่าแก่” และ “อาคมขลัง” เข้าขั้นเอกอุอีกแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกก็ต้องนึกถึงวัดเนินสุทธาวาส ต.บางปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี

    วัดเนินสุทธาวาสแห่งนี้ นับได้ว่าเป็นศูนย์รวมใจพุทธศาสนิกชนมาช้านาน ด้วยความขลังแห่งสรรพวิชาอาคมแต่ครั้งอดีตกาล อันเป็นตำนานกล่าวขานถึงอดีตเกจิอาจารย์หลายรูป ตั้งแต่หลวงพ่อทอง และหลวงพ่อโต หรือพระอธิการโต ซึ่งวัตถุมงคลของท่านได้รับความนิยมจากแวดวงนักนิยมพระไม่เป็นรองสำนักไหนใน ชลบุรี

    รายนามอดีตพระเกจิแห่งเมืองชลบุรีที่โดดเด่นมีหลายรูป ได้แก่ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ หลวงปู่ภู่ วัดนอก หลวงปู่เจียม วัดกำแพง หลวงพ่อครีพ วัดอุทยานนที (วัดสมถะ) หลวงพ่อเริ่ม วัดจุกกะเฌอ หลวงพ่อโต วัดเนินสุทธาวาส (วัดเนิน) หลวงปู่ศรี วัดอ่างศิลา เป็นต้น

    ตามประวัติวัดเนินสุทธาวาส (วัดเนิน) เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองชลบุรีมาช้านานตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ตั้งอยู่บนเนินสูง จึงเป็นเหตุให้เดิมเรียกว่า “วัดเนิน” ตั้งแต่นั้นมา

    จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ระบุว่า คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงรวบรวมไพร่พลฝ่าวงล้อมของข้าศึกไปตั้งฐานที่มั่นที่เมืองจันทบุรีนั้น ระหว่างทางทรงแวะประทับแรมที่วัดอินทาราม จ.ชลบุรี ซึ่งต่อมาเรียกว่า “วัดใหญ่อินทาราม” ทรงนิมนต์หลวงพ่อทองเจ้าอาวาสวัดเนิน (ชื่อวัดเดิมขณะนั้น) ร่วมไปในกองทัพด้วย โดยหลวงพ่อทองนั้นเลื่องลือเรื่องวิชาอาคมแก่กล้า เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในภาคตะวันออก

    เรื่องเล่าข้างต้นสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดี ที่ปรากฏเป็นหลักฐานภายในวัดคือ พระอุโบสถหลังเก่า ที่มีลักษณะแอ่นโค้ง แบบท้องสำเภา ซึ่งเป็นรูปแบบนิยมแพร่หลายในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สันนิษฐานว่า “วัดเนิน” น่าจะสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางการเพิ่มคำว่า “สุทธาวาส” ต่อท้ายชื่อเดิม จนกลายเป็นชื่อ “วัดเนินสุทธาวาส” จนปัจจุบัน

    ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ พระอธิการโต อดีตเจ้า อาวาส พระเกจิอาจารย์ชื่อดังได้ก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่และเปลี่ยนจากผนังไม้ เป็นก่ออิฐถือปูน ก่อนจะบูรณะอีกครั้งใน พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยท่านพระครู พิศิษฐชโลปการ (หลวงปู่เกลี้ยง) เจ้าอาวาสปัจจุบัน ผู้สืบสานวิชาจากหลวงพ่อโต อดีตเกจิชื่อดัง

    ในฐานะผู้ได้รับการถ่ายทอดวิชาต่าง ๆ จากพระอาจารย์ ทำให้ชื่อเสียงของ พระครูพิศิษฐชโลปการ (หลวงปู่เกลี้ยง) เป็นที่รู้จักคุ้นเคยของผู้ศรัทธาในภาคตะวันออกเช่นเดียวกัน

    หลวงปู่เกลี้ยง เดิมชื่อ เกลี้ยง นามสกุล สุทธิพงศ์ บิดาชื่อ นายเปล่ง มารดาชื่อ นาง เนียม เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ที่บ้านหมู่ ๑๐ ต.หนองข้างคอก อ.เมือง จ.ชลบุรี มีพี่น้องร่วมอุทร ๓ คน ท่านเป็นคนที่ ๒ในวัยเยาว์ท่านไปอาศัยอยู่กับคุณตาคุณยายที่บ้านหนองข้างคอกจนอายุได้ ๘ ขวบ ก็ย้ายไปอยู่กับคุณปู่คุณย่าที่บ้านหัวฝาด ต.บ้านสวน พ.ศ. ๒๔๗๐ ก็เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาลวัดเนิน เรียนอยู่ประมาณ ๒ ปี ก็ย้ายกลับไปอยู่กับคุณตาคุณยาย และเรียนหนังสือที่วัดผาสุการามขณะท่านอายุได้เพียง ๑๔ ปี มารดาก็เสียชีวิตลง จึงบรรพชาเป็นสามเณรหรือบวชหน้าศพอุทิศผลบุญให้บุพการีเป็นเวลา ๗ วัน เมื่อครบกำหนดก็ลาสิกขาไปช่วยบิดาทำนาและเรียนหนังสือต่อ จนอายุ ๑๕ ปี ขณะอยู่ชั้นประถมปีที่ ๓ อายุได้ ๑๗ ปี ก็ออกและย้ายไปอยู่ใน ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

    ครั้นอายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ หลังไปเกณฑ์ทหารแล้วโยมบิดาก็ให้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดเนินสุทธาวาส (วัดเนิน) ต.บางปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๔๘๒ โดยมีพระครูศรีสัตยาภิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดต้นสน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสัน ธัมฺมสโร เจ้าอาวาสวัดเนินสุทธาวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูสรวุฒิสมาจารย์ เป็นอนุสาวนาจารย์ แล้วจำพรรษาอยู่วัดแห่งนี้ ได้รับฉายาว่า “มนุญโญ”

    อุปสมบทได้ ๕ พรรษา พระอธิการสัน ลาสิกขา คณะสงฆ์จึงแต่งตั้งให้ พระเกลี้ยง (หลวงปู่เกลี้ยง) เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเนินสุทธาวาสนาน ๑ ปี จนกระทั่งวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเนินสุทธาวาสจนปัจจุบัน

    ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ขณะหลวงปู่ เกลี้ยงเดินธุดงค์เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานที่เขา พงพราน ต.หนองข้างคอก อ.เมือง จ.ชลบุรี นั่งสมาธิ นิมิตเห็น เทพยดามาบอกท่านว่า “สถานที่แห่งนี้ภายภาคหน้าจะเป็นที่สำคัญของประเทศชาติและพระพุทธศาสนา” โดยมอบหมายให้ท่านดำเนินการก่อสร้าง จึงสร้างสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นมา ชื่อว่า “สวนป่านันทวันอาศรม” และสร้างมหาธาตุเจดีย์ขนาดใหญ่ดุจดั่งเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย ประดิษฐานไว้เป็นอนุสติ น้อมรำลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย
    ตลอดชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มจนสิริอายุ ๙๓ ปี หลวงปู่เกลี้ยง ทุ่มเทและพัฒนาสร้างความเจริญ รุ่งเรืองให้วัดเนินสุทธาวาสและศาสนสถานอื่น ๆ อันเป็นที่สืบสานพระพุทธศาสนาเรื่อยมาโดยไม่เคยบ่นหรือแสดงความท้อถอย เป็นสาเหตุสำคัญให้ญาติโยมศรัทธาและเคารพนับถือท่านเป็นจำนวนมาก

    หลวงปู่เกลี้ยง เคยสร้างวัตถุมงคล รายได้ ทั้งหมดนำไปพัฒนาท้องถิ่น สร้างความเจริญให้แก่วัดเนินสุทธาวาส ได้รับความนิยมมาก ๆ คือหนุมาน พระปิดตา เหรียญ โดยท่านสร้างตามตำรับ หลวงพ่อโต อดีตเกจิดังและอดีตเจ้าอาวาส อีกทั้งท่านมีศักดิ์เป็นเหลน ของหลวงพ่อโตด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ความศรัทธาเพิ่มพูนทวีคูณ

    หลวงปู่เกลี้ยง ท่านมรณภาพด้วยโรคชรา สิริอายุ 99 ปี
    เมื่อ 2 กรกฎาคม 2560

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    หนุมานหลวงปู่เกลี้ยง

    พระบูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260125_233441.jpg IMG_20260125_233504.jpg IMG_20260125_233524.jpg IMG_20260125_233550.jpg IMG_20260125_233602.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    ครั้งหนึ่งเคยมีชาย 2 คนมาจาก ก.ท.ม. นำเหรียญ เหรียญ แตงโม เก๊ มาทดสอบหลวงปู่ว่าจะเก่งจริง ยังที่เค้าว่ากันไหม พอเดินทางมาถึงสุสานไตรลักษณ์
    จ. ลำปาง รถยังไม่ทันจอดก็มีลูกศิษย์มารอรับ บอกกับชาย2 คนว่า หลวงพ่อให้มารอรับจะมี ชาย2คน มาจาก
    กทมเป็นที่อัศจรรย์ใจของชายทั้งสองที่มาจาก
    ก ท มมาก พอเข้าไปถึงข้างในกุฏิก็ก้มกราบหลวงปู่เกษม ยังไม่ทันได้พูดอะไรหลวงปู่ก็เอ่ยปากว่า

    เอาเหรียญมา ถ้าจะเอาไว้ใช้
    เราจะมนต์ให้เหรียญนี้ขายไม่ได้นะ เหรียญเก๊ .

    ชายทั้งสองตกใจแล้วก้มกราบหลวงปู่อีกรอบเป็นที่อัศจรรย์ใจ แกชายทั้ง2คนที่ตั้งใจ จะมาทดสอบหลวงพ่อ แต่กลับโดนหลวงพ่อ ทดสอบเอง

    อภินิหารหยังรู้ครูบาเจ้าเกษม เขมโก

    หลวงพ่อเกษม เขมโก เผชิญอสุรกายป่าช้าแม่อาง

    ชื่อเสียงกิตติคุณของหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ อ.เมือง จ.ลำปาง เมื่อครั้งที่ท่านยังไม่ละสังขารขันธ์ ขจรขจายเลื่องลือกว้างไกลไปในหมู่พุทธบริษัท ณ ที่ท่านจำพรรษา มีพุทธศาสนิกชนไปกราบไหว้สักการะด้วยความเคารพศรัทธาท่าน เนืองแน่นทุกวัน แม้จะไม่ได้พบตัวท่าน ก็ขอได้กราบนมัสการกุฏิหลังน้อยที่ท่านพักผ่อนอยู่ภายใน ก็เกิดปีติปราโมทแล้ว เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ผู้ใกล้ชิดที่สุดได้มาจากบันทึกสั้นๆ เป็นคำบอกเล่าของเจ้าประเวท ณ ลำปาง ซึ่งเป็นหลานของท่าน มีความว่า....

    เวลานั้นเจ้าประเวทบวชเป็นสามเณร คอยรับใช้อุปัฏฐากหลวงพ่อเกษม อยู่ที่ป่าช้าแม่อาง ปฏิปทาของหลวงพ่อเกษม ท่านพอใจจำพรรษาในป่าช้ามาโดยตลอด เสนาสนะของท่านคือกระต๊อบหลังเล็กๆ ที่ญาติโยมปลูกสร้างถวาย ขณะที่เกิดเหตุนี้ สามเณรประเวทนอนอยู่กับพระหวันอีกที่หนึ่ง (พระหวันบวชหน้าไฟเพียง ๗ วัน เนื่องจากบุพการีเสียชีวิต แล้วนำศพมาเผาที่ป่าช้าแม่อาง ในวันนั้นพระหวันบวชแล้วก็ขออยู่ในป่าช้ากับหลวงพ่อเกษม)

    เช้าวันรุ่งขึ้น...สามเณรประเวทมาหาหลวงพ่อเกษมที่กระต๊อบกุฏิเพื่อปรนนิบัติท่าน เมื่อพบหน้ากันหลวงพ่อเกษม ถามสามเณรหลานด้วยความสงสัย

    “เมื่อคืนนี้ มาที่นี่หรือ ? ใครบุกเข้ามาเมื่อคืนนี้ มาจับมือเรา”

    “ผมไม่ได้ขี้นไปครับ ผมอยู่ข้างล่าง...” สามเณรเจ้าประเวทตอบตามความเป็นจริง

    “ถ้าอย่างนั้น อสุรกายก็มาจับมือเรา...”

    จากนั้นหลวงพ่อเกษมได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ให้สามเณรเจ้าประเวทฟังว่า

    เมื่อคืนนี้เวลาประมาณตีหนึ่ง ขณะหลวงพ่อเกษมนั่งภาวนาอยู่ในกระต๊อบกุฏิ ท่านรู้สึกว่ามีมือใครคนหนึ่งเอื้อมมาจับข้อมือท่าน ซึ่งกำลังประสานฝ่ามือไว้บนหน้าตัก จับข้อมือไว้แล้วบีบเสียแน่น แม้จะมีผู้ล่วงเกินท่านขณะกำลังเจริญภาวนา หลวงพ่อเกษมก็มิได้สะดุ้งหวั่นไหว ท่านคงเจริญภาวนาต่อไป โดยท่านเล่าว่า

    “จับมือเราก็ให้จับ ภาวนาติ๊กๆ...” หมายถึงหลวงพ่อเกษมภาวนาไปเรื่อยๆ ครู่หนึ่งมือลึกลับที่มาจับข้อมือของท่าน ก็ถอนออกไป แต่ไม่ยังยอมผละจากไปเลย กลับมาบีบนวดที่เอวของท่านแทน จนท่านอดรนทนไม่ไหวเอื้อมมือมาจับแขนนั้น เพื่อห้ามมิให้รบกวนท่านอีก สัมผัสที่หลวงพ่อเกษมรับรู้ก็คือแขนข้างนั้นรุงรังไปด้วยขนหยาบๆ แล้วแขนข้างนั้นก็อันตรธานหายไป แต่มีเสียงกระซิบที่หูท่านว่า “อยู่ดีๆ เน้อพ่อเน้อ...”

    ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรมารบกวนท่านอีกตลอดคืน ตราบได้อรุณของวันใหม่

    เจ้าประเวทเล่าว่า ตอนเช้าที่มาหาหลวงพ่อเกษม และถูกท่านซักถามดังกล่าวข้างต้น เจ้าประเวทยังจับข้อมือของหลวงพ่อเกษมมาดู เห็นรอยแดงเป็นจ้ำตรงข้อมือท่านชัดเจน

    นี่คือประสบการณ์เกี่ยวกับวิญญาณที่หลวงพ่อเกษม เขมโก เล่าไว้เพียงเรื่องเดียวในอัตประวัติของท่าน อาจจะมีวิญญาณที่ทุกข์ทรมาน มาขอความเมตตาจากพระอริยะสงฆ์เช่นท่านอีกก็ได้ เพียงแต่ไม่เป็นที่เปิดเผยเท่านั้น...

    หนังสือฤทธิ์อภิญญา-พระอภิญญาณรวบรวมและเรียบเรียงโดย นที ลานโพธิ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    FB_IMG_1769263608408.jpg

    พระผงรูปเหมือนหลวงพ่อเกษมเขมโกปี๒๕๓๐ กล่องเดิม หมึกปั๊มตัว นะ ด้านขอบองค์พระ ผ่านมา ๓๙ ปี แล้วครับ รุ่นนี้

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่ง 30 บาทครับ
    ปิดรายการ


    IMG_20260124_210334.jpg IMG_20260124_210405.jpg IMG_20260124_210431.jpg IMG_20260124_210502.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 มกราคม 2026 at 08:47
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769411174400.jpg FB_IMG_1769411263339.jpg FB_IMG_1769411273325.jpg

    พระพุทธชินราชเนื้อผงผสมผงอิฐพระธาตุพนมและผงแร่เหล็กไหล พระพุทธชินราช หลังธรรมจักร หลวงปู่แว่น วัดถ้ำพระสบาย สร้างแจกทหารสมัยที่เป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร ปี2523

    พระผงชินราชหลังธรรมจักร
    เนื้อผงผสมผงอิฐพระธาตุพนมและผงแร่เหล็กไหล
    ปี๒๕๒๓ รู้จักกันว่าเป็นพระเก่าเก็บหลวงปู่แว่นท่านเอามาจากสกลนครก่อนหน้านี้
    สร้างที่วัดป่าสุทธวาสที่สกลนครเพื่อแจกทหารผ่านศึกครับเป็นของดีอีกรุ่นผ่านการปลุกมาหลายพิธี

    ลป.แว่น ธนปาโล วัดถ้ำพระสบาย ต.นาครัว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ศิษย์อาวุโสของ ลป.มั่น ภูริทัตโต

    ประวัติ
    นามเดิม แว่น ทุมกิจจะ เป็นบุตรของ
    นายวันดี และ นางคำไพ ทุมกิจจะ
    เกิด
    วันเสาร์ที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ตรงกับแรม ๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีจอ ณ บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
    บรรพชา
    เมื่ออายุ ๑๘ ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ณ วัดศรีรัตนาราม บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมีพระอาจารย์สีทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้นได้พบกับ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร (เป็นญาติลูกผู้พี่ผู้น้องใกล้ชิดท่าน) ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก จึงสนใจการปฏิบัติสมาธิภาวนาทางสายพระธุดงค์กัมมัฏฐาน
    อุปสมบท
    อุปสมบทสายธรรมยุต เมื่ออายุ ๒๑ ปี ณ วัดศรีเทพประดิษฐาราม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม โดยมี พระเทพสิทธาจารย์ (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระสารภาณมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ เคยรับการศึกษาอบรมธรรมกับ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ที่วัดป่าคลองกุ้ง ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ก่อนที่จะเข้ามาเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น

    ต่อมาได้เป็น เจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส บ้านคำสะอาด ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร อยู่ ๖ ปี แล้วจึงได้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำพระสบาย ตำบลนาครัว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง จนกระทั่งได้มรณภาพลง
    สมณศักดิ์
    เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูภาวนาทัศนวิสุทธิ
    การมรณภาพ
    วันอังคารที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ สิริอายุรวม ๘๘ ปี ๘ เดือน ๒๑ วัน พรรษา ๖๘

    หลวงปู่แว่น ธนปาโล วัดถ้ำพระสบาย

    อาจาริยธรรม
    ในพรรษาที่ ๑๒ ของหลวงปู่แว่น ธนปาโล นั้น พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก ได้ชวนหลวงปู่ไปกราบนมัสการศพ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ ที่วัดบูรพา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี หลวงปู่แว่นได้มีโอกาสกราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ ซึ่งท่านมีความเลื่อมใสศรัทธาอยู่แล้ว เมื่อได้กราบไหว้องค์จริงและเห็นจริยาวัตรอันงดงาม ก็ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสุดจิตสุดใจ จึงได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนั้น

    หลวงปู่ได้รับความเมตตากรุณาจากท่านพระอาจารย์มั่น ด้วยการที่ท่านรินน้ำร้อนแล้วยื่นให้หลวงปู่ฉัน โดยใช้ถ้วยของท่านพระอาจารย์มั่นนั่นเอง ด้วยความเคารพครูบาอาจารย์ หลวงปู่รู้สึกว่าเป็นการไม่สมควรที่จะใช้ถ้วยน้ำร้อนใบเดียวกันท่านพระ อาจารย์มั่น ท่านจึงลังเลอิดเอื้อน ถือถ้วยน้ำร้อนไว้เฉยๆ พร้อมทั้งมองหาถ้วยใบอื่นมาเปลี่ยน ท่านพระอาจารย์มั่นเห็นอาการลังเลของศิษย์ จึงกล่าวกำชับให้ฉันอีกและให้ฉันให้หมด หลวงปู่จึงจำเป็นต้องฉัน เพราะไม่อยากขัดความเมตตาจากครูบาอาจารย์

    โอวาทธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น
    ต่อจากนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเทศน์เชิงเปรียบเทียบให้หลวงปู่แว่นฟังว่า
    “มีชายคนหนึ่งชำนาญในการตกเบ็ด เอากบน้อยไปเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อตกปลา เมื่อหย่อนเบ็ดลงในน้ำ กบก็ตีน้ำอยู่ไปมา ปลาเห็นเข้าก็ฮุบกบเป็นอาหาร ยังคงเหลือหนังกบติดอยู่กับเบ็ด ชายคนนั้นจึงนำเอาสิ่งที่พบเห็นไปเป็นอุบายเจริญภาวนา จนเห็นร่างกายตนชัดเจน”

    ท่านพระอาจารย์มั่นย้ำต่อไปว่า “การดูตัวเองจนเห็นชัด ดีกว่าไปพิจารณาคนอื่น เห็นคนอื่นมีแต่น่าตำหนิทั้งหมด สู้ดูตัวเองไมได้เน๊าะ”

    พอท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์เสร็จ ท่านก็ลุกขึ้นเดินลงจากกุฏิไปท่าน้ำเพื่อลงเรือข้ามฟาก หลวงปู่เดินตามไปพร้อมกับกำหนดดูอิริยาบถท่านพระอาจารย์มั่นไปด้วย และคิดในใจว่า “ท่านพระอาจารย์มั่นช่างมีจิตใจที่มั่นคงสมชื่อจริงๆ” เมื่อไปถึงท่าน้ำ ท่านพูดว่า “ท่านลงเรือลำนี้ ผมจะลงลำนั้น” คือชี้ให้ลงเรือคนละลำกัน หลวงปู่ยืนนิ่งอยู่เพราะตั้งใจจะขอลงเรือลำเดียวกันกับท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านได้พูดย้ำคำพูดเดิมอีกถึง ๒ ครั้ง หลวงปู่จึงลงเรือคนละลำกับท่านพระอาจารย์มั่น พระเณรที่ติดตามมาต่างก็ลงเรือจนเต็มทั้งสองลำแล้วข้ามฝั่งไป

    จากอุบายธรรมที่ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์สอนหลวงปู่นั้น แสดงว่าท่านกำหนดรู้ถึงการปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่เมื่อครั้งอยู่ที่จังหวัด ปราจีนบุรี (คือหลวงปู่ได้พิจารณาซากศพก่อนเผา เกิดนิมิตศพโยมเป็นร่างกายของหลวงปู่ขึ้นมาแทน จนปรากฏเห็นไตรลักษณ์ชัดเจน ซึ่งท่านพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก จนรู้สึกถึงความจริงในอัตภาพร่างกายคนเราได้) หลวงปู่จึงได้นำไปเป็นอุบายในการกำหนดพิจารณาธาตุขันธ์ร่างกายเป็นอารมณ์ ตามจริตของหลวงปู่เอง

    การนำอุบายจากท่านพระอาจารย์มั่นไปกำหนดการภาวนา นับว่าเป็นประโยชน์มหาศาลแก่หลวงปู่ โดยถือเป็นทางดำเนินที่เข้ามรรคผลได้อย่างดียิ่ง การปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่ในระยะต่อมาได้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว กำลังสติ กำลังปัญญา มีความแจ่มใสมากขึ้นโดยลำดับ จนสามารถเอาตัวรอดได้ สมความตั้งใจของท่านที่มุ่งปฏิบัติชอบตามครูบาอาจารย์ เจริญรอยตามเยี่ยงพระอริยสาวกทั้งหลาย

    ในงานศพท่านพระอาจารย์เสาร์ มีหลายสิ่งที่หลวงปู่รู้สึกประทับใจในวิธีการของท่านพระอาจารย์มั่น และนำมาเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังบ่อยๆ มีอยู่คืนหนึ่ง พวกชาวบ้านได้พากันหามเสื่อไปจนถึงกุฏิที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่ ท่านพระอาจารย์มั่นถามว่า “จะเอาไปทำอะไร” ชาวบ้านตอบว่า จะเอาไปปูนั่งเพื่อฝึกหัดร้องสรภัญญะ เพื่อจะไปร้องแข่งในงานศพท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นได้เรียกประชุมสงฆ์ เมื่อคณะสงฆ์มาพร้อมจึงพูดขึ้นว่า “สรภัญญะนี้ ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ท่านไม่ได้สอน ผมก็ไม่ได้สอน ใครเป็นผู้สอนหือ ?”

    ความจริงท่านพระอาจารย์มั่นท่านก็รู้ว่าใครเป็นคนสอน แต่ท่านไม่ออกชื่อ ทั้งๆ ที่ผู้สอนก็นั่งอยู่ใกล้ๆ (คงจะหมายถึงหลวงปู่แว่นเองก็ได้ เพราะท่านเคยเป็นครูสอนสรภัญญะในพรรษาที่ ๖ เมื่อครั้งไปพำนักจำพรรษาที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา) ตั้งแต่คืนนั้น ไม่มีใครกล้าฝึกร้องสรภัญญะอีกเลย แต่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปปฏิบัติสมาธิภาวนา ต่างคนต่างปฏิบัติ ดูจิตดูใจของตนเอง

    เกี่ยวกับข้อปฏิบัติของท่านพระอาจารย์มั่นอีกเรื่องหนึ่ง ในงานศพท่านพระอาจารย์เสาร์ คือเขานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นไปชักบังสุกุลศพท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นเดินไปที่ศพท่านพระอาจารย์เสาร์ กราบลง แล้วเดินกลับ ไม่ยอมชักบังสุกุล

    เมื่อออกพรรษาที่ ๑๓ แล้ว หลวงปู่ออกเดินทางจากวัดโนนนิเวศน์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ธุดงค์ไปยังจังหวัดสกลนครบ้านเกิด แล้วเข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น พอท่านเห็นก็ถามขึ้นว่า “ท่านแว่น ท่านภาวนาอย่างไร” หลวงปู่กราบนมัสการว่า “กระผมพิจารณาดูกาย จนกระทั่งจิตพลิกเห็นความสว่างไสวแล้วเข้าสู่ตัวรู้นั้น”

    ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้อธิบายอีกครั้งว่า “การที่ท่านแว่นพิจารณากายจนจิตพลิกไปสู่ความรู้ แล้วก็เข้าไปอยู่ในความรู้นั้น จะเป็นการทำให้ท่านติดอยู่ในความสุขอยู่อย่างนั้น ครั้นออกจากความรู้เข้ามาในกาย มันก็ทุกข์ๆ สุขๆ อยู่อย่างนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด” หลวงปู่กราบเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่นว่า “หลวงปู่ ทำอย่างไรจึงได้คุณงามความดี” ท่านพระอาจารย์มั่นตอบว่า “แต่ก่อนผมก็ยังเดือดร้อนอยู่ ภาวนาปักจิตลงในกายทั้งวันทั้งคืนไม่ถอน มันจึงระเบิดออกให้เห็น ตั้งแต่นั้นความรู้เกิดขึ้นไม่รู้จักหมด”

    หลังจากได้รับอุบายธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนั้นแล้ว หลวงปู่รู้สึกอิ่มเอิบในความเมตตาจากท่านพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างมาก มีกำลังใจในการค้นหาสัจธรรมด้วยใจเด็ดเดี่ยวยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดเพื่อรับการฝึกอบรมจากท่านพระ อาจารย์มั่นให้มากขึ้น จึงกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่นว่า “กระผมจะขอนิสัย” (หมายความว่า ขออยู่รับใช้ใกล้ชิดเพื่อให้ครูบาอาจารย์ช่วยแนะนำอบรมบ่มนิสัยให้)

    ท่านพระอาจารย์มั่นตอบว่า “ท่านแว่นพรรษา ๑๓ ก็พ้นนิสัยแล้ว”

    หลวงปูจึงกราบเรียนถวาย “พรรษาตามพระวินัยผมก็รู้จัก แต่ผมไม่ต้องการ ผมต้องการนิสัยของท่านพระอาจารย์มั่นที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ในโลกนี้อีก”

    ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้นิสัย แล้วหลวงปู่ก็เร่งความเพียรมากขึ้น เมื่อมีสิ่งใดติดขัด ก็เข้าเรียนถามท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องข้อนั้นๆ การปฏิบัติบังเกิดผลดี จิตปลอดโปร่ง มีกำลังสมาธิเพิ่มขึ้น ล่วงมาจนใกล้จะเข้าพรรษา หลวงปู่จึงกราบลาท่านพระอาจารย์มั่น เดินทางไปจำพรรษาที่อำเภอพรรณานิคม

    ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่ได้รับข่าวการมรณภาพของท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่คิดจะเดินทางไปเคารพศพของท่านพระอาจารย์มั่นที่จังหวัดสกลนคร บังเอิญหลวงปู่สิมได้แวะมาเยี่ยมหลวงปู่ในช่วงนั้น ได้กล่าวทัดทานไว้ โดยให้ข้อคิดว่า “ท่านพระอาจารย์มั่นของเรา ท่านมิได้ปรารถนาให้เดินทางไปเคารพศพท่าน แต่ท่านพระอาจารย์มั่นประสงค์ให้ลูกศิษย์ลูกหาตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติ รักษาจิตใจให้มั่นคง” หลวงปู่แว่นจึงไม่ได้เดินทางไปยังวัดป่าสุทธาวาส แต่มุ่งมั่นในการปฏิบัติภาวนาเพื่อค้นหาสัจธรรมให้ยิ่งยวดขึ้นไป ตามแนวทางที่ได้รับการอบรมธรรมมาจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ

    หลวงปู่แว่น พระผู้มีกาย วาจา ใจบริสุทธิ์
    หลวงปู่แว่น ธนปาโล แห่งวัดถ้ำพระสบาย ตำบลนาครัว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง เป็นพระวิปัสนาจารย์ ที่เป็นที่เคารพนับถือของผู้ปฏิบัติธรรมในปัจจุบัน

    ท่านเป็นเป็นศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
    หลวงปู่แว่น ใช้ชีวิตเป็นพระภิกษุยาวนานต่อเนื่องกันถึง ๖๘ ปี ท่านผ่านการธุดงค์มาอย่างโชกโชน และน่าจะยึดถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติอย่างไม่น่าเคลือบแคลงสงสัยใดๆ เลย

    ท่านเป็นพระที่เรากราบไหว้ได้ด้วยความสนิทใจ ไม่สงสัยเคลือบแคลงใดๆ ทั้งสิ้น

    นิสัยใฝ่ธรรมตามโยมมารดา
    ในชีวิตเยาว์วัย เด็กชายแว่นมักจะตามมารดาไปยังที่ต่างๆ เสมอ เรียกว่าติดแม่อย่างมาก จากการติดแม่นี้เอง ทำให้หลวงปู่ได้นิสัยใฝ่ธรรมมาตั้งแต่เล็กๆ โดยเฉพาะวันโกนวันพระ เด็กชายแว่นจะมีโอกาสไปวัด คุ้นเคยกับวัด คุ้นเคยกับพระสงฆ์องค์เจ้ามาตั้งแต่เยาว์วัย ท่านจึงมีศรัทธาต่อการออกบวช พอได้รับการโน้มน้าวจิตใจ ก็คิดอยากจะบวชตามพระเณรที่ท่านได้เคยเห็นมา

    หลวงปู่แว่น ธนปาโล วัดถ้ำพระสบาย

    ตัวตนไม่ใช่ของเรา
    สมัยหลวงปู่เข้าสู่วัยรุ่น ท่านเคยล้อเลียนให้โยมมารดาตกอกตกใจเหมือนกัน หลวงปู่เล่าว่า วันหนึ่งโยมมารดากลับจากไปฟังเทศน์กรรมฐานจากวัด ก็เอาคำพระมาสอนลูกว่า “ตัวตนไม่ใช่ของตน” หลวงปู่กำลังถือมีดโต้อยู่พอดี นึกสนุกคว้ามีดโต้จะฟันลงที่โยมมารดา เพื่อจะลองคำพูดที่ว่า “ตัวตนไม่ใช่ของเรา”

    โยมมารดาตกใจนึกว่าจะฟันจริงๆ ร้องลั่นว่า “อย่า มึงอย่ามาฟันกู”

    ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น ต่างหัวเราะขบขันกันที่เห็นหลวงปู่ล้อโยมมารดาคราวนั้น

    หลวงปู่ได้พูดถึงเรื่องนี้ภายหลังว่า “พอมาบวชแล้วถึงได้รู้จักคำสอนในตัวเรา กว่าจะอ่านจิตใจออก” พร้อมทั้งลากเสียงสูงตามเอกลักษณ์ของหลวงปู่ว่า “พุทโธ้ ! มันไม่ใช่ของง่ายเลย”

    หมายความว่าการที่จะเข้าใจในเรื่องตัวเรา-ของเรา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

    ๏ ผู้เป็นสหชาติกับหลวงปู่สิม พุทธาจาโร

    ในหนังสือที่ระลึกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จผูกพัทธสีมาวัดถ้ำพระสบาย เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้บันทึกในเชิงเปรียบเทียบไว้ว่า “ในครั้งพุทธกาล พระอานนท์เป็นพุทธอนุชา ผู้เป็นสหชาติเกื้อกูลพระพุทธองค์ ในกึ่งพุทธกาลนี้ พุทธสาวกผู้สัมมาปฏิบัติเช่นหลวงปู่สิม พุทธาจาโร ก็มีหลวงปู่แว่น ธนปาโล ผู้มีศักดิ์เป็นน้องชายคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน”

    หลวงปู่สิม เป็นพระวิปัสนาจารย์ ที่เป็นที่เคารพรักและศรัทธาของเหล่าพุทธศาสนิกชนผู้ปฏิบัติธรรม แห่งวัดถ้ำผาปล่อง ตำบลบ้านถ้ำ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ท่านได้มรณภาพลงเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ สิริรวมอายุได้ ๘๒ ปี ๙ เดือน ๑๙ วัน อายุพรรษา ๖๓ พรรษา

    หลวงปู่สิมกับหลวงปู่แว่น เป็นญาติใกล้ชิดกันในตระกูล โยมบิดาของหลวงปู่สิม เป็นพี่ชายแท้ๆ ของโยมมารดาของหลวงปู่แว่น จึงถือว่าหลวงปู่สิมเป็นญาติผู้พี่ และหลวงปู่แว่นเป็นญาติผู้น้อง ที่สำคัญก็คือท่านทั้งสองมีอายุไล่เลี่ยกัน สนิทสนมกันตั้งแต่เด็ก และอุปถัมภ์ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด

    หลวงปู่แว่นเล่าให้ฟังว่า สมัยยังหนุ่ม หลวงปู่ทั้งสองมักเที่ยวในหมู่บ้านต่างๆ ด้วยกันตามประสาคนหนุ่ม ก่อนบวช หลวงปู่สิมนั้นเป็นหมอลำ ส่วนหลวงปู่แว่นนั้นเป็นหมอแคนคู่กันไป ความสนิทสนมของหลวงปู่ทั้งสอง จึงมีความลึกซึ้งแนบแน่นเป็นอย่างมาก หลวงปู่สิมบวชเป็นพระก่อน และเมื่อสมัยหลวงปู่แว่นจะออกบวช หลวงปู่สิมได้ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล และก็ได้เกื้อกูลกันมาต่อเนื่อง ในระหว่างครองเพศบรรพชิตจนปัจฉิมวัย

    นอกจากนี้แล้ว ทั้งสององค์ยังมีญาติผู้หลานที่เป็นพระอริยเจ้าชื่อดังแห่งเมืองลำปาง อีกองค์หนึ่งคือ หลวงปู่หลวง กตปุญโญ แห่งวัดป่าสำราญนิวาส ตำบลศาลา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง นี้คือความใกล้ชิดของหลวงปู่ทั้ง ๓ องค์

    ๏ บรรพชาเป็นสามเณร

    หลวงปู่ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ ๑๘ ปี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ณ วัดศรีรัตนาราม บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมีพระอาจารย์สีทอง เป็นพระอุปัชฌาย์

    ๏ ติดตามหลวงปู่สิม

    หลังจากที่หลวงปู่แว่นได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว พระภิกษุสิม ญาติผู้พี่ซึ่งบวชเป็นพระธรรมยุติ และฝึกปฏิบัติอยู่กับหลวงปูมั่น ได้เดินทางกลับบ้านเพื่อเกณฑ์ทหารเพราะอายุครบ ๒๐ ปี

    หลวงปู่แว่นเล่าถึงหลวงปู่สิมในสมัยนั้นว่า “เมื่อเห็นจริยาวัตรอันงดงามทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่งยืนเดินของพระภิกษุสิม จึงนำความมาเล่าให้พี่ชายฟังว่า เห็นครูบาสิมน่าเลื่อมใส จะขอออกกรรมฐานด้วย”

    พี่ชายจึงบอกว่า “ดีหละเณรถ้าจะออกกรรมฐาน เราจะหามุ้งกลดให้” สามเณรแว่นได้ลาโยมบิดามารดา ออกธุดงค์เมื่อหลวงปู่สิมไม่ถูกเกณฑ์ทหาร และท่านได้พาสามเณรแว่นไปขอนแก่น ระหว่างทางได้พักที่ป่าช้า อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พระภิกษุสิมได้ทำเพิงพัก ส่วนสามเณรแว่นนอนบนพื้นดิน โดยหักไม้มาแทนที่หมอนและที่นอน

    เวลากลางคืนพระภิกษุสิมได้สอนสามเณรแว่นให้ภาวนาและเดินจงกรมตามแบบหลวงปู่มั่น

    หลวงปู่เล่าว่า “ถูกพระภิกษุสิมตีหลังเสียหลายที เวลากราบพระ เพราะเวลากราบพระท่านกราบหลังโก่ง ดูไม่งดงาม ท่านต้องไปฝึกกราบจนถูกต้องแล้ว จึงมากราบพร้อมกับพระภิกษุสิม” นอกจากนั้นพระภิกษุสิมยังสอนวิธีการครองผ้า และข้อวัตรต่างๆ ตามสมควร

    เรื่องที่หลวงปู่แว่นชอบชวนคนบวชนั้น ครั้งหนึ่งท่านมาเทศน์ที่ ม.ธรรมศาสตร์ พอเทศน์จบ คนเขาให้ท่านเป่าหัวให้ ท่านก็ว่า “นี่เป่าให้ได้บวชนะ”

    หลวงปู่แว่น ธนปาโล วัดถ้ำพระสบาย
    หลวงปู่หลวง กตปุญโญ-หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม-หลวงปู่แว่น ธนปาโล

    ข้อมูลอ้างอิงจาก : dhammajak.net

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระพุทธชินราชเนื้อผงผสมผงอิฐพระธาตุพนมและผงแร่เหล็กไหล

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260126_135609.jpg IMG_20260126_135631.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1769414177678.jpg 1769414817223.jpg

    ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

    นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

    ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

    สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า " ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว " คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า " ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า " วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า " ถ้ำสุมะโน " ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อเดชสุมโน วัดถ้ำสุมะโน

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท

    IMG_20260126_145126.jpg IMG_20260126_145148.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1769417717300.jpg 1291914-47a93 (1).jpg index.jpeg

    หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆษิตาราม จ.ชัยนาท ท่านเป็นพระเก่ง สร้างพระไว้ในช่วงกึ่งพุทธกาลไว้มากมายหลายพิมพ์ พระเครื่องวัตถุมงคลที่ท่านสร้างปลุกเสกไว้ดีในทุกๆด้าน ว่ากันว่าขนาดหนูแทะพระของท่านไป เหล็กแหลมยังแทงไม่เข้า เหรียญของท่านปลุกเสกเสร็จใหม่ๆนักเลงมาขอลองยิงหลังโบสถ์ ยังยิงไม่ออก
    องค์นี้เป็นเหรียญพระคันธาระ งานวางศิลาฤกษ์โรงเรียนปริยัติธรรม วัดเทพากร พิธีปลุกเสกหมู่ที่วัดเทพากร เมื่อปี ๒๕๑๓ โดยพระเกจิผู้ทรงคุณหลายท่าน รวมทั้งหลวงพ่อกวย เหรียญเนื้อทองแดงรมดำ
    เหรียญรุ่นนี้ คนสมัยนั้นที่ร่วมพิธี เล่าว่า... ตอนที่หลวงพ่อกวยปลุกเสกเสร็จ เอาแขวนคอไก่แล้วยิง ไก่กระเด็นไป กระเด็นมา แต่ไม่เป็นไร จึงไม่แปลกใจว่าทำไมจึงไม่ค่อยได้เห็นเหรียญรุ่นนี้ออกมาหมุนเวียนในตลาดพระสักเท่าไร

    เหรียญพระพุทธเจ้าปางปฐมเทศนา (กรรมการ) จัดสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๓ (มีการปลุกเสกตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ จนกระทั่งปี ๒๕๑๕ เสกรวม ๕ วาระ พร้อมวัตถุมงคลแบบอื่นๆ รุ่นนี้สร้างพร้อม เหรียญ ๙ สังฆราช ๙ มหาราช) จัดพิธีพุทธาภิเษกอันยิ่งใหญ่ พระคณษจารย์ทั่วฟ้าเมืองไทยร่วมปลุกเสก พิธีพุทธาภิเษกทั้ง 5วาระ
    วาระที่1 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2513 โดยอาราธนาพระคณาจารย์ 19รูป นั่งปรกบริกรรมปลุกเสก (ไม่ทราบรายนาม)
    วาระที่2 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2513 ท่านเจ้าคุณโพธิวรคุณ นั่งปรกบริกรรมปลุกเสก
    วาระที่3 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2513 (วันปิยะมหาราช) ไม่ทราบรายนามคณาจารย์
    วาระที่4 เมื่อเสาร์ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2515 พระคณาจารย์ 40รูปนั่งปรกบริกรรมปลุกเสก รายนามพระคณาจารย์ที่เข้าร่วมพุทธาภิเษก
    - พระเทพวิริยากรณ์ วัดยานนาวา เป็นประธานจุดเทียนชัย
    - หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์
    - หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    - ท่านเจ้าคุณโพธิวรคุณ วัดโพธินิมิต
    - พระอาจารย์สุพจน์ วัดสุทัศน์
    - หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม
    - หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ
    - หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
    - หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์
    - ครูบาวัง วัดบ้านเด่น
    - หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม
    - หลวงพ่อลมูล วัดเสด็จ
    - หลวงพ่อป่วน วัดโพธิ์งาม เป็นต้น
    วาระที่5 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2515 ไม่ทราบรายนามพระคณาจารย์
    ปลุกเสกวาระพิเศษ
    - หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง
    - หลวงพ่อทรัพย์ วัดตลุก ปลุกเสกเดี่ยวพิเศษ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ลองอ่านจดหมายที่ มีคนอยู่ในเหตุการณ์ เขียนมาเล่ากับ อ.เฒ่า สุพรรณ ในหนังสือ นะโม ที่ เผยแพร่ประวัติหลวงพ่อ ยุคแรกๆ ทำให้ คนรู้จัก

    เหรียญสวยดูง่ายสบายตา มีประสบการณ์

    ให้บูชา 1,080 บาท

    (ปิดรายการ)

    IMG_20260126_154602.jpg IMG_20260126_154633.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 มกราคม 2026 at 22:31
  11. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,169
    ค่าพลัง:
    +5,858
    จองครับ
     
  12. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,169
    ค่าพลัง:
    +5,858
    จองครับ
     
  13. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,169
    ค่าพลัง:
    +5,858
    จองครับ
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769427509277.jpg FB_IMG_1769427511583.jpg


    มีผู้ถามท่านลป.ชื้นว่า พระของหลวงปู่กันนิวเคลียร์ได้ใช่ไหมครับ ท่านตอบว่า "ได้" และบอกอีกว่า นิวเคลียร์เป็นพลังทางโลกจะสู้พลังทางธรรมไม่ได้ หลวงปู่ชื้นท่านเป็นพระอรหันต์ท่านละสังขารแล้วร่างท่านไม่เน่าเปื่อย หลังจากณาปนกิจแล้วอัฐิเป็นพระธาตุครับ

    พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ เคลือบ ( เขียว ) รุ่นสมบูรณ์ทรัพย์ สมเด็จพระสังฆราชอธิษฐานจิต ปี ๒๕๔๗

    พระรุ่นนี้ ทราบมาว่า สร้างพร้อมขุนแผนเคลือบ รุ่นสมบูรณ์ทรัพย์ และได้ผ่านการอธิฐานจิตจากหลวงปู่ชื้น วัดญานเสน แต่มาออกให้เป็นที่ระลึกในปี 2547 ( ซึ่งหลวงปู่ ชื้น มรณภาพ ในปี 2546 ) จึงทำให้เป็นที่สงสัยกันว่าไม่ทันหลวงปู่ชื้นเสก แต่อย่างไรก็ตาม มวลสารต่างๆที่นำมาสร้างก็ได้จากหลวงปู่ รวมทั้งมวลสารเก่าๆ ของผู้จัดสร้างอีกจำนวนมาก

    พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ เคลือบ เขียว รุ่นสมบูรณ์ทรัพย์ ปี๒๕๔๗

    สมเด็จญาณสังวรณ์ สมเด็จพระสังฆราชฯ วัดบวรนิเวศวิหารเมตตาอธิฐานจิต พระนางพญาเสน่ห์จันทร์เคลือบ สมเด็จญาณฯ วัดบวรฯ กรุงเทพ ปี ๒๕๔๗
    จัดสร้างโดย พล.ต.ท.ธานี สมบุณร์ทรัพย์ โดยมอบให้ อ.สนิท คชสาคร รวบรวมชิ้นส่วนของ พระซุ้มกอ,พระนางกำแพง และพระกรุทุ่งเศรษฐี ที่มีทั้งหมดนำผสมสร้างพระนางพญาเสน่ห์จันทร์เคลือบ และได้รับความเมตตาจาก สมเด็จญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ วัดบวรนิเวศฯ เมตตาอธิฐานจิตให้

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    FB_IMG_1769427504815.jpg FB_IMG_1769427507286.jpg FB_IMG_1769427514574.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769513975818.jpg FB_IMG_1769513988473.jpg


    พระโพธิสัตว์เมืองใต้
    หลวงปู่บุญมา วัดถ้ำโพงพาง ชุมพร ผู้จะมาตรัสองค์ที่ ๑๓

    หลวงพ่อบุญมาท่านเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับหลวงพ่อสงฆ์ครับ หลวงพ่อบุญมานี้ท่านเป็นพระเกจิที่มีพลังจิตสูงอีกรูปหนึ่ง มีคนเคยเห็นท่านจารตะกรุด แล้ว ให้ตะกรุดม้วนเองได้มาแล้ว....ประสบการณ์ยิงไม่ออกครับ พระดีมีประสพการณ์ ท่านเป็นเกจิที่เมตตามากๆครับ

    หลวงปู่บุญมา วัดถ้ำโพงพาง “หาดทรายรี” เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งภายในอ.เมือง จ.ชุมพร โดยมีสถานที่สำคัญ 3 แห่งคือ ศาลเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์,สวนพระตำหนักกรมหลวงชุมพรฯ และวัดถ้ำโพงพาง (วัดสุวรรณคูหาวารีวงศ์) ซึ่งผู้ที่สร้างวัดนี้คือ หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร อดีตเกจิอาจารย์ดังแห่งวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ปัจจุบันมีหลวงปู่บุญมา ปภากโร อายุ 80 ปี ลูกศิษย์ของท่านเป็นเจ้าอาวาส พื้นเพท่านเป็นชาวเมืองตรัง หมู่ที่ 4 ต.นาบินหลา อ.เมือง ถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ธ.ค. 2469 ตรงกับปีขาล ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 1 (เดือนอ้าย) อัฏฐศก จ.ศ.1288 ร.ศ.145 อธิกมาส (8 สองหน) โยมบิดาชื่อนายเฉจวน โยมมารดาชื่อนางพริ้ง นามสกุล “คงคูณ” เมื่ออายุ 15 ปีได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดใกล้บ้าน และได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างต่อเนื่อง 5 ปี จนกระทั่งได้เข้าสอบธรรมสนามหลวงในระดับนักธรรมตรี,โท และเอก ตามลำดับ ในขณะบวชเณรได้ 5 พรรษา มีอายุครบ 20 บริบูรณ์ต้องเข้ารับการคัดเลือกทหาร และจับได้ใบดำต้องรับราชการทหารอยู่ 2 ปี หลังปลดประจำการได้ครองเรือนตามวิสัยฆราวาส จนมีอายุได้ 25 ปี จึงอุปสมบทที่วัดปากจ่า ต.ควนโส อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เมื่อปีพ.ศ.2494
    พระครูพิทักษ์ธรรมคุณ (เลี่ยน จันทสโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์พร้อม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์คล้าว กตปุญโญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “ปภากโร” หลังจากนั้นได้เน้นร่ำเรียนทางกรรมฐานทั้งสมถะ และวิปัสสนาโดยตรง จนเข้าพรรษาที่8 ในขณะมีอายุได้ 33 ปีจึงออกธุดงค์ไปตามจังหวัดต่างๆ
    ในช่วงที่ท่านธุดงค์ไปที่เขาชัยสน จ.พัทลุง ในคืนหนึ่งขณะนั่งสมาธิได้นิมิตเห็น ในบริเวณป่าเขาที่อยู่ไม่ไกลจากที่นั่งนี้มีเหวลึก ในเหวนั้นมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์และเจดีย์อยู่ รุ่งเช้าท่านจึงเดินทางไปดูตามนิมิตก็เห็นเป็นจริงตามนั้น
    อีกครั้งหนึ่งหลังจากท่านนั่งสมาธิตามปกติ เมื่อจิตหยั่งลงสู้สมาธิเป็น “เอกจิต”แล้ว ท่านได้เห็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จมาหา โดยพระองค์ได้ตรัสกับท่านว่า “ท่านบุญมามาอยู่ที่นี่แล้ว ไม่รู้อะไรดอกหรือ” ท่านได้ถวายพระพรถามไปว่า “มหาบพิตรมีอะไรดี ก็ขอบอกแก่อาตมาบ้าง” พระองค์ตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้นก็คอยจดจำไว้ให้ดี ฉันจะบอกให้ คาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่ฉันได้ใช้มาตั้งแต่ยังผนวชเป็นพระภิกษุอยู่” ในนิมิตนั้น ท่านได้เห็นแผ่นป้ายหินชนวนขนาดใหญ่สีดำ รัชกาลที่ 4 ได้เขียนพระคาถาให้ท่องจำซึ่งมีทั้งหมด 11 พระคาถามีชื่อว่า “รัตตนัตตะยะปะภาวาภิยา จะนะคาถา” พระองค์ทรงใช้มาตั้งแต่ครั้งผนวชอยู่ที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) และเมื่อทรงย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิวเศ ก็ทรงใช้เจริญภาวนามาจนถึงวันที่ทรงลาผนวชออกมาครองราชย์ และใช้ภาวนาสวดมนต์จนถึงวันสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ทั้งนี้ หลวงปู่บุญมาท่านได้ยึดพระคาถาของรัชกาลที่ 4 มาเป็นแนวปฏิบัติควบคู่ไปกับปฏิปทาของพระอาจารยืคือ หลวงปู่สงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาขอประชาชนชาวเมืองชุมพร และภาคใต้หลายจังหวัด
    ในด้านวิชาอาคมท่านได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่สงฆ์ และไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน ส่วนการสร้างวัตถุมงคล เริ่มครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2532 ที่สร้างชื่อเสียงและได้รับความนิยม อาทิ เสือหล่อกวัก,เหรียญเสมารุ่นแรก ,รูปเหมือน ฯลฯ วัตถุมงคลของท่านกล่าวขานว่า ดีทางคุ้มครองป้องกันภัย โดยเฉพาะในหมู่ชาวเล ต่างเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ เพราะช่วยให้รอดชีวิตกันมาจำนวนมาก
    (ขอบพระคุณข้อมูลจาก คุณ warut )
    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ผ้ายันต์สิงห์หลวงพ่อบุญมา วัดสุวรรณคูหาวารีวงศ์ (วัดถ้ำโพงพาง)
    ผ้ายันต์หายาก นิยมในศิษย์สายนี้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ใหญ่อีกรูปในภาคใต้ของไทย

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260127_184348.jpg IMG_20260127_184421.jpg IMG_20260127_184436.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1769521252454.jpg
    1769521166423.jpg 1769519501750.jpg


    ประวัติของหลวงปู่เสถียร มานะทัดสี หรือหลวงปู่ใหญ่ นั้น เป็นชาว จ.อุบลราชธานี โดยกำเนิด เกิดที่บ้านหนองกุงใหญ่ ต.สำโรง อ.พิบูลมังสาหาร เป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้อง 3 คน ของ นายทา ทัดสี และนางเพ็ง ทัดสี หลวงปู่ใหญ่ เกิดเมื่อปี 2479 แต่เป็นกำพร้ามาตั้งแต่เด็กจึงอาศัยกินข้าววัด นอนวัด และเรียนจบชั้น ป. 4 ที่บ้านหนองกุงใหญ่ บวชเณรที่วัดสระปทุมมาลัย และเรียนต่อที่วัดวรรณวารี อ.วารินชำราบ จ.อุบลฯ จบนักธรรมตรี จึงลาสิกขาบทมาช่วยญาติทำนา

    ระหว่างที่ลาสิขาบทออกมานี้มีอยู่วันหนึ่งช่วงเวลาประมาณ 1-2 ทุ่ม ได้ปรากฎการณ์ที่เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นที่หลังบ้านหลวงปู่โดยจู่ๆ มีผ้าขาวปลิวลงมาจากท้องฟ้าบริเวณป่าหลังบ้าน ท่านได้ไปดูพบมีกลิ่นหอมฟุ้งเหมือนดอกไม้ป่ากระจายทั่วบริเวณ จากนั้นมีชายนุ่งชุดขาวได้ออกมา หลวงปู่รู้สึกกลัวแต่ก้มกราบชายชุดขาว ๆ สั่งกับท่านว่าให้ตั้งอยู่ในศีลและปฏิบัติธรรม สวดมนต์ภาวนาเป็นประจำอย่าได้ขาด จากนั้นก็ลอยกลับขึ้นท้องฟ้าจนลับตาไป และหลังจากนั้นชายนุ่งขาวคนเดิมก็มักจะมาหาหลวงปู่อีกเกือบทุกคืน ซึ่งทราบต่อมาว่าชายชุดขาวก็ คือ ?ท้าวมหาพรมชินะปัญจะ? ซึ่งหลวงปู่เรียกว่า ?พ่อ? และท้าวมหาพรหมให้นึกถึงท่านในเวลาที่ต้องการซึ่งท่านจะมาช่วยเหลือทุกครั้งไป

    ช่วงวัยหนุ่ม หลวงปู่ได้ไปสมัครเป็นทหารรับจ้างที่ประเทศลาว ได้รับการฝึกความอดทนทุกรูปแบบ ทั้งต่อสภาพดินฟ้าอากาศ การโดนรอบยิง ลอบวางระเบิด โดนจับติดคุกดอน คุกน้ำ ทรมานกลางแสงแดดจนแทบทนไม่ได้ แต่ก็ไม่ตาย เนื่องจากมักจะมีคนมาช่วยเหลือไว้ทุกที ภายหลังทราบว่าท้าวมหาพรหมต้องการให้ฝึกร่างกายและจิตใจ ก่อนที่จะเข้าสู่การปฏิบัติธรรมอันยิ่งใหญ่ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ซึ่งระหว่างที่เป็นทหารรับจ้างอยู่นี้หลวงปู่ก็ยังคงฝึกสมาธิภาวนาในใจอยู่ตลอดเวลา กระทั่งลาออกจากทหารรับจ้างในหลายปีต่อมา และมาอาศัยอยู่กับญาติที่ อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี

    ระหว่างนี้ท่านได้หมั่นทำบุญ นุ่งขาวห่มขาว ทุกวันพระปฏิบัติธรรมเข้าวัดฟังธรรมเป็นนิจ และมักจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปู่ฤาษี และนิทานโบราณ พระคัมภีร์โบราณ พร้อมกับสั่งสอนลูกหลานให้หมั่นฝึกจิตและยึดมั่นในธรรมโดยการให้ภาวนาหายใจเข้า บริกรรม ?พุทธ? หลายใจออกบริกรรม ?โธ? และว่าต่อไปบ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา เกิดความวุ่นวาย ผู้คนจะไม่ค่อยรู้จักบาป บุญ คุณโทษ ต่างๆ กระทั่งท่านอายุได้ 45 ปี เกิดความเบื่อหน่ายทางโลก จึงได้ออกบวชตามพระประสงค์ของท้าวมหาพรหมฯ โดยบวชที่วัดเกษตรรัตนสิงห์ ปฏิบัติธรรมเคร่งครัดไม่ฉันท์เนื้อสัตว์ เป็นเวลา 3 ปี กว่าจึงได้ออกธุดงค์ไปตามป่าตามเขาโดยมีเพียงกลดและบาตรติดตัว

    ช่วงแรกจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านค้อแขม ต.เมืองศรีไค อ.วารินชำราบ ระหว่างนั้นได้พบพระน้องชายในอดีตชาติ จึงได้ร่วมกันปฏิบัติธรรมในสำนักสงฆ์โดยไม่ฉันท์เนื้อสัตว์ จำพรรษาเป็นเวลา 1 ปี จึงออกธุดงค์ต่อตามเสียงที่ได้ยินก้องในหูท่านเพียงผู้เดียว
    หลวงปู่ใหญ่ออกธุดงค์ไปตามผาแต้ม ถ้ำมรกต ผาเย็น เขาหลวงไกรราช แดนอาถรรพ์ศักดิ์สิทธิ์ และเขตชัยบาดาล เขาสระบุรี เป็นต้น นอกจากนี้ยังไปภาคเหนือ ภาคตะวันออก ยกเว้นกลางกลางและภาคใต้ที่หลวงปู่บอกว่าไม่ใช่ดินแดนที่จะธุดงค์ โดยเมื่อไปที่ต่างๆ ก็จะทำสัญลักษณ์เป็นพระพุทธรูปไว้ให้ลูกหลานได้ขอพร กราบไว้บูชา จนกระทั่งครบกำหนดตามความตั้งใจจึงได้กลับมาที่บ้านหนองกุงใหญ่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ได้ระยะหนึ่งก็ต้องไปที่วัดดอนไร่ จ.อำนาจเจริญเพื่อบูรณะวัดดังกล่าว
    อย่างไรก็ตามมีช่วงหนึ่งที่หลวงปู่ได้ไปที่บ้านโกลขี้หนู อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อพบกับ ?ตาสี? โยมผู้ใกล้ชิด โดยไปในช่วงพลบค่ำ ?ตาสี? เห็นพระธุดงค์อยู่หน้าบ้านก็ไม่ได้สนใจ ต่อมาหลวงปู่ได้เดินออกจากหน้าบ้าน เพราะไม่มีผู้สนใจ ไม่นานเมียตาสีชักตาตั้งอย่างไม่ทราบสาเหตุ ตาสีรีบวิ่งออกไปหาพระธุดงค์รูปเดิมแต่ไม่พบ ต้องวิ่งตามหาจนเจอหลวงปู่พบและบอกกับตาสีว่า ?บักสีมึงจำกูบ่ได้? ตาสีได้ยินถึงกับนั่งคุกเข่ากราบเท้าและกอดขาหลวงปู่ไว้ร้องไห้ แล้วบอกว่าหลวงปู่มาในแบบของพระจึงทำให้จำกันไม่ได้
    จากนั้นจึงได้นิมนต์ให้เข้าไปในบ้านและหลวงปู่ได้ให้เมียของตาสีดื่มน้ำมนต์สักพักก็หายเป็นปกติ ระหว่างนี้หลวงปู่ได้ถามหาพระคัมภีร์ ตาสีจึงนำมาถวาย จากนั้นท่านจึงเดินทางกลับวัดดอนไร่ แล้วไปวัดสว่าง ต.คึมใหญ่ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ เพื่อพบพระอาจารย์เสือ พอพบหน้าพระอาจารย์เสือไม่ได้พูดอะไรแต่ไปนำใบลาน 2 ผูกมาถวายหลวงปู่ พร้อมกับบอกว่าขอถวายคืนให้หลวงปู่ หลังจากที่รักษามานานและหมดหน้าที่รักษาใบลานนี้เสียที

    พ.ศ. 2537 ท่านธุดงค์ไปที่ภูนกหงส์ ท่านได้ปักกรฎที่ ?ถ้ำโลกุตตะระ? แรกๆ ไม่มีแม้กระทั่งน้ำฉันท์ทำให้ท่านต้องกลับวัดดอนไร่ จากนั้นประมาณปี 2538 ท่านได้กลับมาที่ภูนกหงส์อีกครั้ง อันเนื่องจากปริศนาธรรมที่ท้าวมหาพรหมได้ตรัสว่า ?ปลูกข้าวบนพะลานหิน ให้เอาศีลรดต้นข้าว? ซึ่งหมายถึงหากปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะมีพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธาไม่แร้นแค้น และด้วยความยึดมั่นในคำสอนอย่างเคร่งครัด จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านต่างเคารพศรัทธาท่านมากเป็นลำดับ

    มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านฝันว่าได้รับนิมนต์ไปวัดพระเชตุพน ที่ประเทศศรีลังกา โดยเข้าไปในพระอุโบสถและพบว่าถูกตีตราธรรมจักรที่ฝ่าเท้าขวา ส่วนฝ่าเท้าซ้ายถูกตีรูปใบโพธิ์ พอตื่นมาจึงรู้ว่าฝันไป แต่ที่มากกว่านั้นคือ เมื่อดูที่เท้าปรากฏว่ามีตราสัญลักษณ์ทั้งสองอยู่บนฝ่าเท้าจริงๆ อย่างเหลือเชื่อ นอกจากนี้ ท่านยังเคยได้รับนิมนต์ในนิมิตให้ไปวัดพระเชตุพนอีกครั้งในเวลาต่อมา โดยภายในห้องประชุม

    ขนาดใหญ่มีพระสงฆ์นั่งอย่างเป็นระเบียบอยู่เต็มห้อง ด้านหน้าห้องประชุมมีธรรมาสต์เพชรตั้งอยู่ ไม่นานมีเสียงบอกให้ท่านไปนั่งที่ธรรมาสต์ หลังนั่งบนธรรมาสต์พระสงฆ์ในที่นั้นได้สาธุพร้อมกันดังกึกก้อง ก่อนจะมีจานผลไม้ทิพย์ปรากฏเบื้องหน้าให้พระสงฆ์ทุกรูปฉันท์มังสวิรัติ พอฉันท์เสร็จก็หายวับไปกับตา จากนั้นหลังประชุมเสร็จท่านพบว่ามีชายชุดขาวนำม้าสีแดงมาถวายให้ท่านแต่ท่านไม่รับบอกว่ามีม้าสีหมอกแก่อยู่แล้ว แต่ชายชุดขาวไม่ยอมและให้ท่านขึ้นบนหลังม้า ๆ ตัวดังกล่าวได้เหาะขึ้นบนฟ้า ต่อมาทราบว่าม้าดังกล่าวชื่อ?ม้ามณีกาบ? และกลายเป็นม้าประจำตัวของหลวงปู่ในที่สุด



    โดยทั่วไปแล้วหลวงปู่ใหญ่จะไม่ค่อยปลงผมจะปลงผมเพียงปีละ 2 ครั้งคือ วันวิสาขบูชา และวันลอยกระทง และท่านได้ปลงผมครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2542 จากนั้นก็ไม่ปลงอีก ขณะที่ความเป็นมาอีกส่วนหนึ่งของวิหารดอกบัวคู่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเจดีย์ดอกบัวเงิน-ดอกบัวทอง ในช่วงที่หลวงปู่มียังไม่ละสังขารญาติโยมที่ศรัทธาร่วมกันทำการก่อสร้างขึ้น หลวงปู่ได้ทำพิธีบวงสรวงเทพยาดา ปรากฏว่าฟ้าเปิดแต่มีฝนตกลงมาเฉพาะบริเวณที่จะทำการก่อสร้างเป็นอัศจรรย์
    อย่างไรก็ตามตลอดเวลาหลวงปู่ไม่รับกฐิน หรือทำซองผ้าป่าใด แต่เน้นให้พุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสอย่างแท้จริงได้เข้ามาทำการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเองโดยสมัครใจ ทำให้ภูนกหงส์มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาพอสมควรในขณะนี้ และยังมีไฟฟ้าให้แสงสว่างกับพระสงฆ์ นอกจากนี้ในบริเวณสำนักสงฆ์แห่งนี้ยังมีหินที่คล้ายรูปหงส์ 2 ตัว อยู่บริเวณ

    ด้านทิศตะวันตก หรือหน้าผาทางเข้าวัด เหมือนหงส์ 2 ตัว หันหน้าเข้าหากัน แต่มีคนไปทำลายทำให้ช่วงหัวนกทั้งสองหักลง ซึ่งชาวบ้านเล่าว่าผู้ที่ทำลายหินรูปนกดังกล่าว หลังทำลายก็กลับไม่ถึงบ้านเกิดการตายระหว่างทางกลับบ้านนั่นเอง ระยะหลังหลวงปู่ได้สั่งให้มีการบูรณะส่วนหัวและคอนกหงส์ที่หักไปขึ้นมาใหม่ ให้พุทธศาสนิกชนเคารพบูชาพร้อมกับให้สร้างศาลาครอบไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งช่วงที่พุทธศาสนิกชนได้ขึ้นมาที่ภูนกหงส์กันมากคือช่วงปี 2544
    ส่วนอดีตชาติของหลวงปู่ใหญ่นั้น ในช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นได้เปิดเผยว่า อดีตชาติท่านคือ หลวงปู่โพนเสม็ดแห่ง สปป.ลาว , หลวงปู่สมเด็จลุน, หลวงปู่เทพโลกอุดร และมาหลวงปู่เสถียรหรือหลวงปู่ใหญ่ และในอดีตชาติเคยเป็นผู้บูรณะพระธาตุพนมที่ จ.นครพนม ในสมัยที่เป็นหลวงปู่โพนเสม็ด หลวงปู่ใหญ่ยังพูดได้ 12 ภาษา แม้ไม่ได้ร่ำเรียนมาก็ตาม โดยเฉพาะรูปภาพและสถานที่ที่ท่านอยู่บำเพ็ญเพียรมักจะมีตัวอักษรจีนปรากฎอยู่เสมอ


    ในปี 2543 ท่านได้เทศน์ว่า สิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นในภูนกหงส์แห่งนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นการเสี่ยงทายผู้ใดจะได้ร่วมสร้าง โดยบอกว่าเบื้องบนกำลังคัดเลือกคนดีคนชั่ว เนื่องจากโลกถึงเวลาและจะมีแต่ความวุ่นวาย ภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นลำดับ สำหรับพระธาตุดอกบัวทอง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท และสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยของหลวงปู่นั้น ท่านได้ให้สร้างขึ้นในช่วงปี 2544 โดยมีฐานสูงจากพื้น 50 เซนติเมตร กว้าง 30 เมตร มณฑป 30X30 เมตร มี 3 ฐานเป็นลำดับ ตลอดระยะเวลาการก่อสร้างท่านไม่สามารถไปไหนได้กระทั่งสร้างเสร็จสิ้นเป็นส่วนๆ จึงไปไหนมาไหนได้ ดังหนึ่งว่าเป็นคำสั่งของเบื้องบน อย่างไรก็ตามหลวงปู่ใหญ่เป็นผู้มีเมตตาดังโดยท่านได้พูดเสมอว่า ?เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ให้มีเมตตาต่อกันรักกัน ช่วยเหลือจุนเจือซึ่งกันและกัน?
    ประมาณปี 2544 ท่านจึงเริ่มอาพาธ ช่วงแรกอาพาธโดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการหนาวสั่นตลอดเวลา หมอไม่สามารถวินิจฉัยได้ รักษากว่า 1 เดือนจึงเริ่มดีขึ้น พอหายแล้วท่านบอกว่า ได้ไปรับแต่งตั้งให้เป็นยอดขุนพลอัจฉริยะเทพยุวกษัตริย์มา และระหว่างที่ขึ้นไปสมเด็จย่าได้ประทับอยู่บนชั้นดาวดึงและได้ประทานจีวรทองคำให้หลวงปู่ (ซึ่งท่านเคยสวมเพียงครั้งเดียว คนที่เห็นคือตาสี ปัจจุบันมีรูปปั้นหลวงปู่ห่มจีวรทองคำอยู่ในพระอุโบสถวัดภูนกหงส์) จนกระทั่งปี 2546 ท่านได้สั่งให้สร้างพระศรีอารยะเมตไตรถือดอกบัว นั่งบนสิงห์ หน้าตักกว้าง 1 นิ้ว ทำด้วยทอง เงิน นาค ทองคำขาว ตะกั่วนม ชิน ทองแดง ทองเหลือง และสำริด จำนวน 999 องค์ มีระยะเวลาทำ 1 เดือนกว่า เพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลานที่มาร่วมสร้างทำนุบำรุงศาสนา

    จากนั้นในราวเดือนกรกฎาคมของปีเดียวกัน ท่านได้อาพาธหนัก ไม่ยอมฉันท์เนื้อสัตว์ ยกเว้นผลไม้เป็นเวลา 3 เดือน และได้สั่งให้สร้างพระเจดีย์ทองให้เสร็จในเดือนมกราคมปี 2547 พอถึงเดือนสิงหาคมปี 2546 ท่านเริ่มอาการดีขึ้น ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2546 อาการได้ทรุดหนักอีกครั้งต้องเข้า รพ.ประจำจังหวัดอุบลราชธานี พอถึงวันที่ 17 ส.ค. 2546 ท่านได้สั่งให้เขียนประวัติท่านไว้ และสั่งให้ทำพระเจดีย์ให้เสร็จใน 3 ปี จากนั้นจึงได้ละสังขารโดยสงบ ในวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค. 2546 แรม 5 ค่ำ เดือน 9 ปีมะแม รวมศิริอายุได้ 67 พรรษา
    นายพงษ์ บุญเลิศ อายุ 67 ปี มัคทายกวัดภูนกหงส์ ชาวบ้านแก้งอะฮวน ซึ่งเป็นผู้หนึ่งซึ่งรับใช้วัดภูนกหงส์และหลวงปู่ใหญ่อยู่เสมอ กล่าวว่า ในช่วงที่หลวงปู่ใหญ่มาธุดงค์และตั้งวัดแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มแรก ตนได้ช่วยเหลือท่านในการปรับปรุงถ้ำโลกุตตะระที่ใช้สำหรับนั่งวิปัสสนากัมมฐาน จนเป็นที่เหมาะต่อการเจริญภาวนา และได้เป็นส่วนหนึ่งร่วมกับญาติโยมในการสร้างและบูรณะวัดภูนกหงส์
    ซึ่งในช่วงที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ มีญาติโยมที่ศรัทธาส่วนใหญ่มาจากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ขณะที่ชาวบ้านในระแวกนี้ต่างก็รู้กิตติศัพท์ของหลวงปู่ดี และมาร่วมทำบุญกันต่อเนื่อง ส่วนที่น่าอัศจรรย์ใจสำหรับชาวบ้านในแถบนี้ มีครั้งหนึ่งที่หลวงปู่รับกิจนิมนต์จากญาติโยมที่มานิมนต์พร้อมกันหลายเจ้าในเวลาเดียวกัน 5 เจ้า ครั้นจะปฏิเสธก็จะเสียน้ำใจญาติโยม ท่านจึงได้รับนิมนต์ทั้ง 5 เจ้า แต่พอถึงเวลาจริง ชาวบ้านที่ไปร่วมงานต่างพบว่าหลวงปู่ไปร่วมงานที่ได้รับนิมนต์ทุกที่พร้อมๆ กันในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ชาวบ้านต่างอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก ล่ำลือกันว่าท่านสามารถแยกร่างได้ ส่วนบารมีของท่านเชื่อว่ามาพร้อมกับการปฏิบัติธรรมที่เป็นไปอย่างเคร่งครัดและไม่ขาด จึงทำให้ญาติโยมศรัทธามาก
    และต่อเมื่อท่านได้ละสังขารแล้ว ร่างกายก็แห้งไปโดยธรรมชาติไม่มีการเน่าเปื่อย แม้ไม่แช่เย็นหรือฉีดสารใดๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลวงปู่ได้กล่าวไว้ก่อนจะละสังขารว่า หลังจากมรณภาพแล้วห้ามไม่ให้ญาติโยมประชุมเพลิงศพของท่านโดยเด็ดขาด เพราะร่างกายท่านจะไม่เน่าเปื่อย โดยเป็นการรู้ล่วงหน้าก่อนที่ท่านจะละสังขารไป นายพงษ์ กล่าว
    ที่มาเว็บอุบลพระดอทคอม
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    หลวงปู่เสถียร นามะทัดสี’ อริยะสงฆ์แห่งวัดภูนกหงษ์
    เจอท่านครั้งแรกที่วัดสีดาพระรามลักษณ์รัตนโคตรวันนั้นเป็นวันงาน พอผมเดินออกจากห้องน้ำมาตาหันมองไปเห็นคนๆหนึ่งชึ่งตอนนั้นไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นพระหรือฤษีเพราะผมท่านยาวห่มจีวรสีักักมองท่านจนท่านเดินเข้าห้องน้ำทั้งๆที่ความสังสัยยังวน

    เวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาพอท่านเดินออกจากห้องน้ำเสร็จท่านก็เข้าไปกราบหลวงปู่ทองทิพย์ รัตนโคตรชึ่งตอนนั้นหลวงปู่ทองทิพย์นั่งอยู่ข้างนอกบนธรรมมาตรหลังจากนั้นได้ยินหลวงปู่ทองทิพย์บอกพระในวัดว่าหาที่พักให้หลวงพ่อเสถียร หน่อยพระในวัดรีบกุรีกุจอหาได้ที่ไกล้ๆเมนที่เก็บศพแม่สอง(แม่สองอดีตชาติท่านมีส่วนเกียวพันกัน

    หลวงปู่ทองทิพย์และก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน)ได้ที่พักแล้วท่านก็มานั่งใต้ต้นโพธิ์ชึ่งก็อยู่ไกลๆที่พักนั้นเอง พอดีเห็นความแปลกผมเลยคว้ากล้องจากมือเพือนหวังว่าจะเก็บภาพท่านไว้สักหน่อยพอจะถ่ายโยมแม่ตุ๋ยชึ่งอยู่ค่อยปฎิบัติหลวงปู่ทองทิพย์มายาวนานท่านเลยทักว่า ให้ขออนุญาติหลวงปู่ก่อนเพราะท่านเคยมากรบหลวงปู่ทองทิพย์

    ครั้งก่อนมีคนไปถ่ายรูปท่านแล้วกดชัตเตอร์ไม่ลง ผมเลยเข้าไปขออนุญาติท่านแต่ท่านไม่ให้ถ่ายเพราะเป็นช่วงท่านอยู่กรรมอยู่(ผมก็ไม่เข้าใจความหมายเหมือนกันนะคำว่าอยู่กรรม)พอเย็นๆหน่อยเลยชวนเพือนเข้าไปกราบหลวงพ่อเสถียรช่วงหัวค่ำท่านก็ไม่ได้พูดอะไรมากมายเท่าไรแต่พอตกดึกมาคนเขาไปดูบังไฟพญานาคกันหมดเหลือ

    ผมกับเพือนอีกคน(ตอนนี้บวชเป็นพระไปหลายปีแล้ว)ผมนวดที่ตัวท่านแต่ก็แปลกนะตามร่างกายท่านเย็นเหมือนศิลาจับส่วนไหนก็เย็นไปหมดช่วงดึกมาท่านได้เล่าเรืองความลึกลับของป่าให้ฟังทั้งเรืองคนรูเรื่องทีี่อยู่ของท่านที่แปลกและไม่น่าเชื่อบางครั้งดึกๆมีคนเดินเขามาวัดเขาบอกว่าเห็นบังไฟพยานาคขึ้นที่ข้างวัดด้วยหลวงปู่เสถียร

    เล่าให้ฟังว่าที่ท่านอยู่มีแสงส่วางทั้งกลางวันกลางคืนมีอาหารพร้อม ทีขับถ่ายก็มีท่านอยู่ข้างล่างคนเดินผ่านมาผ่านไปท่านรู้แต่คนไม่รู้ไม่เห็นท่านท่านคนที่ไปที่นั้นได้ต้องมีใบผ่านทางพูดไปพร้อมกับท่านยกใบผ่านทางให้ดูตอนแรกที่ผ่าเท้าแต่ผมคงบุญน้อยนะครับเพราะมองอะไรไม่เห็นเลยนอกจากลายเท้าก็บอกท่านไปตามตรงว่าไม่

    เห็นแต่เพือนดันบอกว่าเห็นนี้ชิที่นี้ท่านเลยเปลียนยกมือแบขึ้นมาพร้อมกับอีกมือข้างข้างหนึ่งชี้ให้ดูแต่ผมก็ยังไม่เห็นอยู่ดีท่านเลยเอาน้ำลายมาแตทีมือแล้วลูบๆบอกว่าเห็นยังแต่ผมก็เห็นแค่ลายมืออยู่ดีเพือนกับเห็นนี้ชิแปลกพอท่านให้ดูกงจักร์ที่ฝ่ามือฝ่าเท้าที่ท่านบอกว่าเป็นใบผ่านทางเพราะปากถ้ำนั้นจะมีพญานาคค่อยเฝ้ารักษาอยู่คนจึง

    ไม่สามารถเข้าไปได้แล้วท่านกำชับว่าเรื่องนี้อย่าพูดบอกใครนะหากพูดเมื่อไรจะไม่เห็นท่านอีก(หากท่านมีชีวิตก็คงไม่บอกเหมือนกันละ)นี้เป็นครั้งแรกที่พูดแล้วพูดแบบดังดวยละอิอิอิ แล้วถามท่านเกียวกับหลวงปู่ทองทิพย์ท่านกับรู้ว่าหลวงปู่ทองทิพย์เป็นใครบ้านอยู่ที่ไหน แถมยังรู้จกผมอีกว่าอยู่ที่ไหนทั้งๆที่ได้ได้คุยกันเลยเห็นเข้าไปกราบ

    แล้วออกมา แล้วเพือนเลยขอไปกับท่านได้ไหมท่านว่าไปไม่ได้ ผมเลยพูดบ้างท่านดันบอกว่ายังมีภาระอยู่เลยอดวันนั้นคุยกับท่านจนดึก

    เว็บพลังจิต

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จพิมพ์พระประทานพรหลวงปู่เสถียร
    สภาพองค์พระไม่ค่อยสวยตามรูปครับแต่พระท่านหายากก็ไม่ยากง่ายก็ไม่ง่าย
    ชอบศรัทธา ก็ บูชาได้เลยครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260127_174604.jpg
    IMG_20260127_174622.jpg
    IMG_20260127_174622.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1769526207748.jpg

    ตั้งนะโม3 จบแล้วว่าคาถาโสมาเลสะ เอามือวนรอบหัว 3 ครั้ง....เป็นคาถาที่ท่านให้ หลังจาก ที่ท่านลงกระหม่อมให้ หลวงพ่อเคยบอกว่าถ้าจะสู้ให้สู้แต่ถ้าไม่สู้จะหนีก็ให้หนีเลย บอกถึง การคาดตะกรุดของท่าน ด้วย

    สายเหนียวเมืองเพชรบูรณ์เจ้าของตำนานเสกแล้วสับ

    หลวงพ่อประเทือง ออติกฺกนฺโต

    (พระครูวิทิตพัชราจาร)
    วัดหนองย่างทอย (วัดเทพประทานพร) อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์

    ชาติภูมิ
    หลวงพ่อประเทือง อติกฺกนฺโต ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๑ (วันอาทิตย์ เดือนอ้าย ปีมะโรง) เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน ๕ คน ซึ่งเป็นชาย ๒ คน หญิง ๓ คน ของนายทำ นางมาก ยืนยง ณ บ้านคลองเม่า หมู่ที่ ๕ ตำบลโคนสะลุด อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี
    เริ่มการศึกษา
    เมื่อเจริญวัยสมควรได้รับการศึกษาได้แล้ว บิดามารดานำไปเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดคลองเม่า ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้าน จนกระทั่งจบชั้นประถมปีที่ ๔ อันเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียนในสมัยนั้น
    ครั้นจบการศึกษาแล้ว แม้จะมีความตั้งใจปรารถนาใคร่จะเล่าเรียนต่อก็ไม่มีโอกาสเนื่องจากฐานะทางครอบครัวยากจน ประกอบอาชีพกสิกรรม และไม่เอื้ออำนวยโดยประการทั้งปวงจึงอยู่ช่วยเหลือพ่อแม่ประกอบอาชีพเหมือนลูกหลานตามชนบททั่วไป ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการที่จะแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อบุพพการีที่ได้โอบอุ้มอบรมเลี้ยงดู สั่งสอนมาด้วยความรัก ความเมตตาเอื้ออาทร และอีกประการหนึ่งก็เห็นว่าท่านเป็นบุตรคนสุดท้องที่พ่อแม่หวังจะได้พึ่งในบั้นปลายแห่งชีวิตต่อไปด้วย
    อพยพครอบครัว
    ในขณะที่อายุได้ ๑๔ ปี พ.ศ.๒๔๘๕ จังหวัดลพบุรีได้ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นโดยน้ำได้ท่วมหนักเป็นประวัติการณ์ถึงหลังคาบ้านไปทั่วทุกหมู่บ้าน ข้าวกล้านาล่ม เสียหายอย่างย่อยยับ แรงงานจากแรงคนที่ได้ลงแรงไป ก็มาสิ้นสลายไปกับสายน้ำอันหฤโหดอย่างหมดสิ้น ปลายทางที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง หมดหนทางที่จะประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้แล้ว
    บิดามารดา จึงใคร่ครวญตัดสินใจอพยพครอบครัวทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องอันเป็นถิ่นกำเนิด โดยย้ายไปอยู่ที่ตำบล เขาช่องแค จังหวัดนครสวรรค์เพื่อเริ่มต้นชีวิต ทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า
    สู่ร่มกาสาวพัสตร์
    ...ผู้ที่ได้รับการศึกษาดี ย่อมมีโอกาสได้รู้เห็นสัมผัสชีวิตในสิ่งที่ดีกว่า
    เมื่ออพยพครอบครัวมาอยู่นครสวรรค์ ได้ประกอบสัมมาชีพ ยกฐานะครอบครัวมีชีวิตเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง บิดามารดาได้ปรารถนาที่จะให้ท่านได้บรรพชาเป็นสามาเณร เพราะเล็งเห็นว่า การบวชเณรเป็นโอกาสที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติธรรมวินัย ทั้งเป็นการผูกญาติสืบทอดพระพุทธศาสนาเป็นพระเพณีนิยมไปด้วย ซึ่งท่านเองเมื่อรู้เรื่องนี้แล้วก็ไม่ขัดข้องยินดีปฏิบัติตามความประสงค์ของบุพพการีทุกประการ
    บิดามารดา ได้นำไปบรรพชาที่วัดหนองแขม ต.ทุ่งทะเล อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ กับพระอาจารย์อ่อน เจ้าอาวาสวัดหนองแขม ผู้มีศักดิ์เป็นอาของท่าน ให้ช่วยดูแลอบรมสั่งสอน พระอาจารย์อ่อนรูปนี้เป็นพระสงฆ์ผู้คงแก่เรียน ทั้งเชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐานและแก่กล้าสรรพวิชาอาคมต่างๆ อีกด้วย
    ครั้นบรรพชาแล้วในพรรษาแรกๆ ได้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติ และวิชาอาคมกับหลวงอาพระอาจารย์อ่อน จนเป็นที่พอใจแล้ว หลวงอาคิดจะทดสอบหลานจึงคิดทดสอบความอดทนและวิชาที่สั่งสอนให้ แล้วออกอุบายที่จะพาไปเที่ยวโดยให้เตรียมข้าวของเท่าที่จำเป็นสำหรับในการเดินธุดงค์
    ออกธุดงค์กับพระอาจารย์อ่อน
    ในปีนั้น เมื่ออกพรรษาแล้ว พระอาจารย์อ่อน ได้นำสามเณรประเทืองเดินธุดงค์ไปยังจุดหมายปลายทางเพื่อนมัสการพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี แม้ว่ายังเป็นสามเณรอายุน้อยนิด ก็มีความอดทน แบกกลด ถือกรรมฐานกับพระอาจารย์อ่อนไปด้วย
    การเดินป่าในสมัยนั้น ประสบการความยุ่งยากลำบากเหลือเข็ญ ยังไม่มีรถยนต์ เป็นพาหนะเหมือนสมัยนี้ อีกทั้งตามป่าเขาลำเนาไพรยังชุกชุมไปด้วยไข้ป่า สัตว์ร้ายนานาชนิด เดินขึ้นเขาลงห้วยหาบ้านผู้คนก็ยากเย็นเต็มที แม้ว่าในตอนออกเดินทางจากวัดไปด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นเข้มแข็ง แต่พอนานเข้าเอาเข้าจริงๆ แล้ว ได้สัมผัสกับความอดอยาก ลำบากในป่าเขา ก็เกิดอาการท้อแม้ใจขึ้นมาเหมือนกัน บางครั้งคิดอยากจะกลับวัดกลับบ้าน หลวงอาก็ปลอบโยนให้กำลังในอยู่เสมอๆ จะทำอย่างไรได้ เมื่อตัดสินในแล้วก็ต้องสู้ต่อไปให้ถึงที่สุด
    สำหรับการเดินธุดงค์นั้น พระอาจารย์อ่อนมีกฎอยู่ว่าห้ามถามห้ามพูดในสิ่งที่ไม่จำเป็นและให้เฉยๆ ไว้ เดินตามหลวงอาไปอย่างเดียว พอถึงเวลาปักกลด หลวงอาก็ปักให้ (กลดสมัยนั้น คล้ายกับมุ้ง ๔ สาย) พอปักกลดเสร็จก็แยกไปปักอีกที่หนึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๐วา ตกกลางคืนก็ร้องไห้แต่ไม่กล้าร้องเสียงดัง กลัวหลวงอาดุเอา ทำให้เกิดความกลัว คิดไปต่างๆ จิตใจก็ไม่สงบ ยิ่งได้ยินเสียงเสือร้อง ก็ร้องไห้ตามเสือไปด้วย คิดจะกลับวัดอย่างเดียว ที่ยิ่งไปกว่านั้น พอรุ่งเช้าอาหารบิณฑบาตก็ไม่มีฉัน เพราะอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน จนบางครั้งต้องอาศัยข้าวตากแห้งที่เตรียมมาขบฉัน พอประทังชีวิตไปวันๆ หนึ่งก็เคยมี
    ครั้นรุ่งเช้าหลวงอาชวนออกเดินบิณฑบาต ก็คิดไปว่าป่าทั้งป่าจะไปบิณฑบาตที่ไหนกัน มองไปข้างไหนก็เห็นแต่ป่าทั้งนั้น แต่ก็ไม่กล้าถาม โดยหลวงอาสั่งว่า ทำอะไรก็ให้ทำตาม พอเดินไปถึงต้นไม้ใหญ่ หลวงอาเปิดบาตรไว้สักครู่แล้วก็ปิดบาตร เดินมาที่อีกต้นหนึ่งก็ทำเหมือนเดิมอีก ก็ปฏิบัติตามเหมือนหลวงอาทุกอย่าง ถึงจะสงสัยก็ไม่กล้าถามอยู่ดี
    สามเณรประเทือง คิดอยู่ในใจว่า หลวงอาทำอะไรแปลกๆ หรือท่านจะรู้เห็นอะไรที่เราไม่รู้ก็เป็นได้ ครั้นกลับมาถึงที่พักก็เปิดบาตรดู ว่ามีอะไรอยู่บ้างเห็นแต่ความว่างเปล่าแต่ก็ยังไม่กล้าถามอยู่ดีว่าท่านทำเพื่ออะไร แล้วหลวงอาก็สั่งให้เอาน้ำล้างบาตรนั้นมาดื่มกิน พอดื่มแล้วเหมือนกับว่า รู้สึกอิ่มอย่างแปลกประหลาดคล้ายกับว่าได้ฉันข้าวอย่างนั้นแหล่ะ สามารถอยู่ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้สึกหิวกระหายแต่อย่างใดเลย
    เมื่อปฏิบัติอยู่ป่านานวันเข้า อาหารที่เตรียมมาก็หมดไปโดยปริยาย สิ่งที่น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่ง อาหารของหลวงอาไม่รู้จักหมด ครั้นถามท่านก็โดนดุว่าไม่ใช่กิจที่จะต้องรู้ ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้ต้องปฏิบัติอีกมาก ท่านเปรียบเหมือนใบไม้ในกำมือกับไม้ในป่าทั้งหมด จึงไม่กล้าที่จะถามท่านอีก จะถามได้ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมเท่านั้น พอพูดจบท่านก็หยิบเอามาจากย่ามให้ฉันเป็นดังนี้อยู่เสมอมิได้ขาด ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจอยู่ตลอดมา ว่าทำไมข้าวตากแห้งของหลวงอาไม่รู้จักหมดสักที ท่านเอามาจากไหน ท่านมีคาถาอาคมอะไรหรือ
    กลับมาเยี่ยมบ้าน
    หลายปีที่สามเณรประเทือง เดินธุดงค์ไปกับพระอาจารย์อ่อน ก็ได้ร่ำเรียนวิชาอาคมอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่ก็หลายครั้งเหมือนกัน ที่คิดอยากจะกลับบ้านไปเยี่ยมโยมพ่อโยมแม่และญาติๆ ก็ยังไม่มีโอกาสสักครั้ง
    วันหนึ่งได้รับอนุญาตจากหลวงอาว่าถึงเวลาอันควรแล้วอนุญาตให้กลับไปเยี่ยมบ้านได้แล้ว พอกลับมาถึงวัดหนองแขม ก็กราบลาพระอาจารย์อ่อนไปเยี่ยมบ้านทันที ได้พูดคุยสนทนาเล่าเรื่องราวต่างๆ ในการออกธุดงค์เดินป่าที่เป็นไปอย่างยากลำบาก เมื่อโยมทั้งสองได้ฟังแล้วก็เกิดสงสารห่วงใยอย่างจับใจ ขอร้องอ้อนวอนให้สามเณร ลูกชายลาสิกขากลับมาอยู่กับพ่อแม่ดีกว่า เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตรายในระหว่างอยู่ป่า ในตอนแรกก็เห็นด้วยกับความคิดของโยมพ่อโยมแม่ จึงตัดสินใจที่จะลาสิกขาอย่างแน่นอน
    ครั้นกลับมาได้ถึงวัดได้กราบเรียนให้หลวงอาทราบเรื่องเอาเข้าจริงๆ แล้ว ได้รับโอวาทธรรมจากหลวงอาว่า การปฏิบัติธรรมกรรมฐานเท่านั้น ที่จะได้กุศลแรงกล้าที่สุด ไม่เพียงแต่บุคคลผู้ปฏิบัติเท่านั้น แม้ผู้เป็นบิดามารดาชื่อว่าผู้ได้เป็นญาติพระศาสนาก็พลอยได้บุญกุศลไปด้วย ได้ฟังโอวาทธรรมดังนั้น ท่านก็เห็นด้วยแล้วตัดสินใจที่จะไม่ยอมลาสิกขา ยังคงเดินธุดงค์ไปกับพระอาจารย์อ่อนต่อไปอีกหลายปี
    พระอาจารย์อ่อน เป็นพระที่นิยมศึกษาชอบแสวงหาความรู้และมีวิทยาคมแก่กล้า ทั้งชอบการปฏิบัติธรรมได้ถ่ายทอดสรรพวิชาอาคมให้สามเณรประเทืองทุกอย่างอย่างเช่น การหุงสีผึ้ง วิชานะหน้าทอง เป็นต้น
    ศึกษาวิชาอาคมกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์
    พระอาจารย์อ่อน นับว่าเป็นพระที่เชี่ยวชาญเวทวิทยาคมมากทีเดียว และที่สำคัญยังมีความคุ้นเคยกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ ยอดพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ได้เดินทางไปสนทนาธรรมกับหลวงพ่อเดิมอยู่เป็นประจำ
    เมื่อกลับจากเดินธุดงค์แล้ว หลวงอาอ่อน ได้นำสามเณรประเทือง เดินทางไปวัดหนองโพธิ์ ฝากฝังไว้เป็นศิษย์คอยปรนนิบัติรับใช้ต้มน้ำร้อนน้ำชาอยู่ใกล้ชิดหลวงพ่อเดิมตลอดเวลา หลวงพ่อเดิมเรียกท่านว่า
    ประสบการณ์วัตถุมงคลและ อิทธิปาฏิหาริย์

    - ประสบการณ์วัตถุมงคลและ อิทธิปาฏิหาริย์

    เมื่อพูดถึงเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์หรือที่เรียกกันอย่างสามัญว่าอภินิหาร เป็นเรื่องเหนือสามัญวิสัยขอบเขตกว้างขวาง ยังพลังอำนาจลึกเร้นมหัศจรรย์ ยากอรรถาธิบายให้เข้าใจได้โดยง่าย มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เชื่อถือ เพราะคิดว่า เป็นเรื่องเหลวไหลไร้แก่นสาร สำหรับผู้ที่เชื่อ รู้เห็นประจักษ์ หลักฐานเกิดประสบการณ์กับตนเองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างดีมาแล้วพระพุทธเจ้า ทรงมีอิทธิปาฏิหาริย์แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ ดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎกหรือในอรรกถา เช่น ยมกปาฏิหาริย์ แก้คำท้าของพวกเดียรถีเป็นต้น แม้พระอรหันตสาวกก็แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ได้ ดังปรากฏในบาลีหรืออรรถกถาอยู่มากมาย ฉะนั้นความเชื่อในเรื่องนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นความเชื่อที่สืบทอดมาถึงความเชื่อศรัทธาพระเครื่องรางของขลังวัตถุมงคลในยุคปัจจุบันร่ายยาวมาพอสมควรก็เพื่อเป็นการปูทางเข้าสู่ประสบการณ์วัตถุมงคลของหลวงพ่อประเทือง อติกฺกนฺโต ที่คณะศิษยานุศิษย์เคารพนับถือ เกิดประสบการณ์ในรูปแบบ ต่างๆ บันทึกเรื่องให้เกิดอรรถสาระมากยิ่งขึ้นอภินิหารรูปหล่อเหมือนพุทธกวัก รุ่น ๑เรื่องแรก เป็นประสบการณ์จากทหารหาญ มีนายทหารนอกราชการ พันโทบัณฑิต บำรุงกูร สังกัดกองพันทหารที่ ๓ ค่ายพ่อขุนผาเมือง ได้ขึ้นไปสู้รบกับผู้ก่อการร้ายที่อำเภอบ้านร่มเกล้า พิษณุโลก เมื่อปี ๒๕๓๑ ได้เกิดปะทะกับผู้ก่อการร้าย พันโทบัณฑิต ถูกระดมยิงด้วยปืนเล็กและปืนใหญ่เป็นเวลานานจนทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับขาทั้งสองข้าง ถึงขาจะไม่ขาด แต่กระดูกก็หัก กระนั้นกระสุนก็หาได้ถูกตัวไม่ เมื่อสงบลงเพื่อนๆ ก็ช่วยกันนำมารักษาหายเป็นปกติ ภายหลังได้รับเลื่อนยศจากเดิมสิบเอกเป็นพันโท ดังกล่าวอีกคราวหนึ่ง คนเดียวกันนี้เอง เมื่อลงมาอยู่ข้างล่างได้ขับรถจากเพชรบูรณ์ไปเยี่ยมญาติพี่น้องยังถิ่นเดิมจังหวัดขอนแก่น ไปประสบอุบัติเหตุที่อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์เหตุเกิดจากการหลบรถสิบล้อ ทำให้เสียหลัดตกลงเหว แต่เดชะบุญรถไปค้างอยู่กับต้นไม้ สภาพรถพังยับเยิน ตัวพันโทบัณฑิต ไม่มีแม้แต่รอยแผล ทั้งสองคราวนี้ ทราบว่าท่านมีของดีเป็นรูปหล่อเหมือนรุ่นแรกพุทธกลักของหลวงพ่อประเทือง ที่สร้างเมื่อปี ๒๕๒๔ ที่ฐานได้ประจุด้วยเทียนชัยและเส้นเกศาของหลวงพ่อไว้ด้วยเรื่องที่ ๒ จ่าสิบเอกสุรัตน์สังกัดกองพันทหารม้าที่ ๒๖ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ในขณะที่นั่งตัดผมอยู่ในร้านตลาดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ช่างตัดผมกำลังกันผมอยู่ที่ต้นคอ และเป็นเวลาเดียวกันที่เพื่อนของจ่าเดินผ่านมาหน้าร้าน ร้องตะโกนเรียก จ่าสุรัตน์ก็หันขวับไปตามเสียงเรียกทันที ก็เป็นขณะเดียวกันที่ช่างปักคมมีดลงที่ใต้คออย่างแรง ใจหายวาบ คงเย็บหลายเข็ม พอพิจารณาดูแล้ว เหมือนกับไม่แน่ใจตนเองไม่มีแม้แต่รอยแมวข่วนนายช่างถามว่ามีของอะไรดี แม้แต่ตัวจ่าก็คิดเช่นเดียวกัน พอตั้งสติได้ก็ตอบไปว่ามีรูปหล่อเหมือนรุ่นแรกพุทธกวักของหลวงพ่อประเทือง วัดหนองย่างทอย เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮาภายในค่ายอยู่ปีกว่าประสบการณ์เหรียญรุ่นแจกทหาร ท.บ.๑เรื่องที่ ๓ จ่าสิบเอกวารี ช่อประทีป สังกัดกองร้อยสนับสนุนช่วย ค่ายขุนผาเมือง ได้ขับรถเก๋งส่วนบุคคลออกจากค่ายไปทำธุระที่ตลาดเมืองเพชรบูรณ์ พอไปถึงหน้าโรงพยาบาลเพชรรัตน์ ก็มีรถจักรยานยนต์ขับมาด้วยความเร็วตัดหน้ารถ ยังไม่ทันที่จะระวังตัวก็หักหลบ รถพลิกคว่ำกลางถนน ๓ ตลบ แล้วพลัดตกลงข้างทาง (อยู่ในช่วงฤดูฝน) น้ำข้างๆ ถนนก็เจิ่งนองเต็มไปหมด ปรากฏว่าทั้งรถทั้งคนจมลงไปในเลนน้ำ พอเจ้าตัวตั้งสติสัมปชัญญะได้ก็คิดหาทางออกอยู่นานก็ออกไม่ได้ ก็นึกถึงหลวงพ่อประเทืองขึ้นมาได้มือไปสัมผัสกับกระจกรถ กดลงมาก็เปิดไม่ได้อีก จึงตัดสินใจกระทุ้งเอาตัวรอดออกมาได้ แล้วรีบขึ้นมายืนอยู่บนถนนจากการเปิดเผยของ จ่าสิบเอกวารี ว่ามีเหรียญรุ่นแจกทหาร (ท.บ.๑) ลักษณะเป็นเหรียญกลม มีโค๊ดเลข ๕ และเลข ๑๑๕ ซึ่งความเป็นมาของเหรียญรุ่นนี้
    ได้มีลูกศิษย์กราบเรียนถามหลวงพ่อ ว่าเหตุใดจึงมีเลข ๕ ตัวเดียว บางเหรียญก็มีเลข ๑ อยู่ถึง ๒ ตัว และเลข หลวงพ่อบอกว่า วันที่ ๑ เดือน ๑ ปี ๕ หมายถึง วันเดือนปีเกิดของท่านคือเลข ๑ เป็นวันอาทิตย์เดือน ๑เป็นเดือนอ้าย เลข ๕ เป็นปีมะโรง ทำวันเสาร์ห้า ปี๒๕๓๗ รุ่นนี้หลวงพ่อเรียกว่า รุ่น ท.บ.๑ ส่วนด้านหลัง เป็นรูปสัญลักษณ์กงจักร ว่ากันว่า เหรียญรุ่นนี้มีประสบการณ์เหลือหลาย อย่างเช่น มีนายพันโท ทางจังหวัดกาญจนบุรี ที่ลาดหญ้า เคยอาราธนาเป็นหลังเป้าให้ทหาร ยิงเป้า ๕ คน ยิงไปที่เป้าที่มีเหรียญอยู่ปรากฏว่าทั้งห้ากระบอกไม่ได้ยินเสียงปืนสักนัดเลยเรื่องที่ ๔ เหรียญรุ่นเดียวกันนี้เองจ่าสิบเอกไพฑูรย์ สวนสิริ สังกัดกองพันทหารม้าที่ ๑๓ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ค่ายขุนผาเมือง ซึ่งค่ายขุนผาเมืองนี้ มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อประเทืองแทบทั้งนั้น เคยไปร่วมรบกันมาที่จังหวัดน่าน ยึดเยื้อมาถึงอุตรดิตถ์ ๓ หมู่บ้าน แล้วที่เขาค้า บ้านร่มเกล้า อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ตาก แม่สอด ท่าสองยางทหารของกองพันม้าที่ ๑๓ ค่ายขุนผาเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบ แต่เดิมขึ้นตรงอยู่กับกองพันม้าที่ ๑ ที่ย้ายมาจากกรุงเทพมหานคร ที่สนามเป้า ไปอยู่ที่อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ตั้งค่ายขึ้นใหม่ เป็นชื่อค่ายพ่อขุนผาเมืองจ.ส.อ.ไพฑูรย์ พร้อมด้วยครอบครัว ได้เดินทางไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ที่จังหวัดขอนแก่น ระหว่างทางเห็นว่าถนนว่างก็ขับด้วยความเร็วประมาณ ๑๒๐-๑๓๐ คุยกับภรรยาไปด้วยและลูกๆ นั่งอยู่ด้านหลัง คุยกันมาเพลินพอลงจากภูเขตน้ำหนาวไปเป็นจังหวัดขอนแก่น เหลืออีก ๓๐ กิโลเมตร ขณะที่กำลังคุยกันเพลินนั้น ไม่ทันมองว่าข้างหน้ามีรถสิบล้อ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ตัดสินใจหักหลบข้างทาง แม็กล้อทางซ้ายล้อหน้าหลุดทำให้รถพลิกลงข้างทาง สูงประมาณ ๕๐ เมตร สภาพรถพัง กระจกก็แตกหมด ส่วนลูกเมียก็หลุดออกมาแต่ก็ไม่เป็นไร สำหรับตัวเองติดอยู่กับเข็มขัดนิรภัย กระจกหน้าก็แตก หลังคารถยุบมีรถปอเต็กตึ้งมากันหลายคัน ลงไปดูคิดว่ามีคนตายแต่ก็ผิดหวัง พอออกมาจากรถได้ก็บอกว่า รถผมเองผมเป็นคนขับ ตัวจ่าก็ไม่ได้รับอันตรายได้ๆ เลย และเล่าว่าในรถมีเหรียญเสาร์ห้า ของหลวงพ่อประเทือง รุ่น ท.บ.๑ แขวนอยู่หน้ารถเพียงเหรียญเดียวเท่านั้น ในระหว่างนั้นเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายพอดู ปรากฏว่าเหรียญก็หายไปในช่วงนั้นด้วย ต้องกลับไปกราบเรียนหลวงพ่อประเทือง ที่วัดหนองย่างทอยสุดยอดปาฏิหาริย์ตะกรุด ๙ ชั้นในเรื่องประสบการณ์วัตถุมงคลของหลวงพ่อประเทืองใช่ว่าจะมีแต่เพียงเหรียญ รูปหล่อ แม้แต่ตะกรุดที่ท่านสร้างขึ้น ก็มีประสบการณ์มากมาย ลูกศิษย์บางคนไปมีประสบการณ์มาก็ไม่กล้าเปิดเผยด้วยความละอาย ก็เพราะไปโดนรุมมาก็มีแต่ก็รอดปลอดภัยมาได้เสมอตะกรุดของท่านนับว่าเยี่ยมยุทธเป็นของดีของแท้ที่ทำขึ้นให้กับลูกศิษย์เพื่อเอาไว้ป้องกันตัว และท่านก็บอกสอนเสมอว่า ไม่ให้เอาไปทดลอง บางคนนึกคึกคะนอง เมื่อได้ไปแล้วก็อยากทดสอบความขลังดู คนเราส่วนมาก เมื่อได้ของดีไปแล้วก็อยากพิสูจน์ว่าดีจริงสมคำเล่าลือหรือไม่ มิเช่นนั้นแล้วรับรองว่านอนไม่เป็นสุข เป็นเรื่องที่คาใจไม่รู้จบ สำหรับเรื่องนี้หลวงพ่อเคยย้ำเตือนสติไว้เสมอว่า ...การทดสอบของดีด้วยการยิงแทงหรือฟันแม้เป็นเรื่องเสี่ยงไม่น้อย แต่ก็เป็นที่พอใจของคนที่อยากพิสูจน์ จึงห้ามเขาไม่ได้ กระนั้นถ้าจะพิสูจน์จริงๆ แล้วทีสองทีก็พอแล้ว อย่าให้ถึงกับเดือดร้อนตัวเองอย่างเช่นรายนี้เหตุเกิดที่กรุงเทพฯ ได้มีพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งที่รับเหมาเศษวัสดุเก่าๆ ได้ไปเช่าตะกรุดเสาร์ห้า ๙ ชั้น ที่ปลุกเสกเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๓๗ ที่วัดสุทัศน์ฯ และได้ทำพิธีปลุกเสกเดี่ยวอีกครั้งที่วัดหนองย่างทอย นำไปทดลองผูกไว้กับคอไก่ แล้วยิงด้วยปืนขนาด .๒๒ จ่อยิง ๓ นัดไม่ออกสักนัด ดูเหมือนว่าตนเองยังไม่มั่นใจ ก็ลองยิงอีกที ลูกระสุนคาอยู่ที่ปลายกระบอก แล้วห้อยตกลงมาไม่ถึงตัวไก่ มีคนไปยืนดูกันมากมาย ต่างก็อัศจรรย์ใจไปตามๆ กัน
    สำหรับประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อประเทืองโดยตรงนั้น ก็เคยมีมาแล้วเช่นกันเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อคราวที่หลวงพ่อมารับเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองย่างทอย ซึ่งในปีนั้นที่วัดถ้ำบุณนาคนครสวรรค์ ได้จัดพิธีพุทธาภิเษกขึ้น ในสมัยก่อนงานปลุกเสกใหญ่ๆ หายากนานๆ จะมีสักครั้ง หลวงพ่อคิดจะเอาของไปเข้าพิธีปลุกเสกครั้งนี้ด้วย เมื่อท่านสร้างตะกรุดได้ประมาณ ๑ ลังเบียร์ เพื่อเตรียมเข้าร่วมพิธีที่วัดถ้ำบุณนาค ก็ได้จ้างรถขนตะกรุด เมื่อไปถึงวัดซึ่งทางวัดได้ตั้งกำหนดราคาค่าของกิโลกรัมละ ๓๐ บาท ตะกรุดตั้ง ๑ ลังเบียร์ คงไม่มีเงินให้เขา หลวงพ่อจึงไปขอร้องกรรมการวัดให้นำตะกรุดเข้าร่วมพิธีด้วย แต่กรรมการไม่ยอมจะต้องทำตามระเบียบที่วางไว้ แล้วท่านไปขอร้องคณะกรรมการอธิบายถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างเพื่อสาธารณประโยชน์ ก็ได้รับการปฏิเสธอีก จึงไปขอร้องเจ้าอาวาสให้ช่วยพูด คณะกรรมการก็ยังไม่ยอมหลวงพ่อเห็นว่าไม่เป็นผล เข้าไปหายามที่คุมงานแล้วบอกกับยามให้ยิงตะกรุดที่หลวงพ่อทำมาซะ ไหนๆ ก็ไหนๆ ไม่ให้เข้าร่วมพิธีแล้วนี่ ยิงทิ้งมันไปเลย ผู้คนที่มาในงานต่างมายืนดูกันล้นหลาม ยามได้เล็งปืนไปที่ลังเบียร์แล้วยิงใส่ ๓ นัด ไม่ได้ยินเสียงปืนดังสักนัดเลย คนดูอัศจรรย์ใจไปตามๆ กัน บ้างก็พูดว่า เหลือเชื่อเกิดมาพึ่งจะเคยเห็นของจริงกันนี้แหละ ก่อนกลับวัดหลวงพ่อได้ตั้งปณิธานไว้ว่า ของทุกอย่างจะปลุกเสกเดี่ยว ไม่ขอให้ใครช่วยปลุกเสกเหมือนอย่างที่เขาพูดกันว่าชาติเสือไม่ขอเนื้อใครกินฤทธานุภาพดาบฟ้าฟื้นประสบการณ์ที่เกี่ยวกับวัตถุมงคลโดยตรงแต่เกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง อย่างเช่น ดาบฟ้าฟื้นของหลวงพ่อ ซึ่งดาบฟ้าฟื้นนี้ เป็นดาบที่หลวงพ่อลงจารอักขระไว้และไม่ใช่เป็นของเล่น ท่านไม่ให้ใครลอง มีไว้สำหรับป้องกันตัวป้องกันภูตผีปีศาจ แก้คุณไสยก็ได้เมื่อหลวงพ่อจารอักขระเสร็จ ก็พูดกับลูกศิษย์ที่เป็นทหารว่า ดาบนี้เมื่อขอบารมีแล้ว สามารถตัดรุ้งได้ (มายถึงรุ้งกินน้ำที่อยู่บนท้องฟ้า) รุ้งก็จะขาด แต่อย่าไปทำนะรุ้งกินน้ำก็มีชีวิต มันบาปนะลูกเรื่องนี้เกิดขึ้นที่วัดทุ่งเรไร เพชรบูรณ์ ซึ่งทางด้านหลังจะมีสำนักแม่ชีไทยที่หลวงพ่อสร้างให้ความอุปถัมภ์และเป็นวัดเก่าแก่มีต้นไม้ใหญ่ เช่นต้นมะม่วง ต้นยาง ต้นสักขึ้นเต็มไปหมดวันนั้น ไม่รู้เป็นอย่างไร จ่าบุญมาก ทหารค่ายขุนผาเมือง นึกครึ้มๆ ขึ้นมา พอหลวงพ่อเข้าไปในกุฏิ ก็หยิบเอาดาบขึ้นมาอาราธนาขอบารมี แล้วฟันไปในอากาศ ซึ่งในขณะนั้นเมฆฝนก็ไม่ได้ตั้งเค้า เพื่อจะให้กิ่งมะม่วงซึ่งเป็นมะม่วงป่า ขนาด ๒ คนโอบที่มีกิ่งใหญ่ยื่นออกมา ครั้นฟันไปในอากาศ ปรากฏว่ากิ่งมะม่วงขาดครืนลงมา หลวงพ่อกำลังสวดมนต์อยู่ในกุฏิ ได้ยินเสียงครืน ก็ออกมาถามจ่าบุญมากๆ ก็ตอบหลวงพ่อไปว่าลองขอบารมี แล้วฟันไปในอากาศ กิ่งมะม่วงขนาดใหญ่ก็ขาดดังครืนลงมา
    ย้อนกลับมาถึงเรื่องตะกรุด ๙ ชั้นอีกทีจ่าบ๊อง สังกัดทหารค่ายเอกาทศรถ จังหวัดพิษณุโลก เหตุเกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๒ จ่าบ๊อง ได้ขับรถจักรยานยนต์ออกจากค่ายไปที่อำเภอเมือง ถูกรถบรรทุกลากเอาไปทั้งรถทั้งคนระยะทางเกือบ ๑๘ เมตร สภาพรถพังยับเยินใช้การไม่ได้ แต่ตัวจ่าบ๊อง สังกัด ร.บ.พัน ๘ พิษณุโลก ไม่มีแม้แต่รอยแผล ถามว่ามีอะไรดี บอกว่ามีตะกรุด ๙ ชั้น ของหลวงพ่อประเทืองคาดเอวอยู่เพียงดอกเดียวสำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับตะกรุด ๙ ชั้น ซึ่งในแต่ ละชั้นนั้น หลวงพ่อได้ลงยันต์จารอักขระไว้ครบทุกแผ่น ศึกษาได้จากเรื่องประวัติการสร้างวัตถุมงคล ส่วนข้อห้ามเกี่ยวกับตะกรุดนั้น ห้ามนำตะกรุดไปร่วมประเวณีกับสตรีเพศ ถ้าผิดสิ่งนี้แล้วแก้ไม่หาย ใครที่รู้ว่ามีของดีอยู่กับตัว ก็จงปฏิบัติให้ถูกต้องอยู่ในศีลธรรมตามครูบาอาจารย์ อย่าออกนอกลู่ทาง ของดีจะได้คุ้มคนดีตลอดไปเรื่องเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ประสบการวัตถุมงคลของหลวงพ่อประเทือง อติกฺกนฺโต เท่าที่นำเสนอทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีประสบการณ์วัตถุมงคลรุ่นอื่นๆ อีกมากทั้งที่ได้รับการเปิดเผยในนิตยสารพระเครื่องต่างๆ ก็ต้องขอขอบคุณคณะศิษยานุศิษย์และผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรง ดังเรื่องที่กล่าวถึงเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จ.ส.อ.สุรชัย ใจซื่อ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดของหลวงพ่อ ได้กรุณาเอื้อเฟื้อติดตามของสัมภาษณ์อนุเคราะห์ข้อมูลให้เป็นอย่างดี และขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ชุด๒องค์พระปิดตารุ่นแรกหลวงพ่อประเทืองปิดตาหลังรูปเหมือนสภาพไม่สวย

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260127_220700.jpg IMG_20260127_220732.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,027
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769524643889.jpg FB_IMG_1769524640460.jpg

    สายเหนียวเมืองกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์

    ที่มาของตำนานปลัดขิกบินได้นั้น เพราะ มีทหารอากาศท่านหนึ่งขณะขับเฮลิคอปเตอร์อยู่ เห็นกลุ่มวัสดุประหลาดคล้ายปลัดขิกลอยอยู่ข้างๆ จึงรู้สึกแปลกใจ แต่จดจำสถานที่นั้นไว้ หลังจากนั้นจึงเดินทางมาตามหาจนได้พบกับหลวงพ่อยิด ที่วัดหนองจอก และได้ฝากตัวเป็นศิษย์พร้อมกับบูชาปลัดขิกติดตัวไป

    พระสมเด็จ หลัง "ว.น.จ. กุยบุรี" หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก ประจวบคีรีขันธ์
    เป็นอีกรุ่นที่หายากของหลวงพ่อยิดครับ สุดยอดพุทธคุณ หลวงพ่อยิดตั้งใจปลุกเสกมากเป็นพิเศษ
    เรียกได้ว่าทุ่มเทพลังจิตทั้งหมดก็ว่าได้ เพื่อปลุกเสกสมเด็จรุ่นนี้ มีจำนวนการสร้างน้อย

    หลวงพ่อ ยิด วัดหนองจอก หลวงพ่อยิดท่านเกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2476 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด มีนามเดิมว่ายิด ศรีดอกบวบ บิดาชื่อ แก้ว มารดาชื่อพร้อย มีพี่น้องร่วมสายโลหิต 7 คน ท่านเป็นคนที่ 4 อุปสมบทเมื่ออายุ 6 ขวบ บิดามารดาได้นำไปฝากเป็นศิษย์ พระอาจารย์หวล วัดนาพรม (ท่านเป็นน้าของ ด.ช.ยิด) และเห็นว่าเป็นเด็กที่ชอบอยู่วัด และจะเดินตามหลวงน้าไปวัดทุก ๆ วัน ในตอนเช้าหลังจากใส่บาตรแล้ว ครั้นอายุได้ 9 ขวบได้บวชเป็นสามเณร ณ.วัดนาพรหม โดยมีพระอธิการหวล (หลวงน้า) เป็นอุปฌาย์ ได้ศึกษาอักขระเลขยันต์และฝึกปฏิบัติสมาธิกับพระอธิการหวล และครูหลี แม้นเมฆ มีความสนใจในด้านวิชาอาคม สักยันต์และร่ำเรียนศึกษาพระธรรมวินัย ควบคู่กันไป และได้ขออนุญาติออกธุดงค์วัตรกับพระอุปฌาย์ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร โดยออกธุดงค์เป็นเวลา 4ปี และได้ลาสิกขามาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนาตอนอายุ 14 ปี และในช่วงนี้นี่เองที่หลวงพ่อเริ่มมีชื่อเสียงจากการสักยันต์ เนื่องจากเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ได้ลองให้หลวงพ่อสักให้แล้วเกิดมีประสบการณ์ จึงเล่ากันปากต่อปากและมีผู้มาสักยันต์มากขึ้น (ขณะนั้นอายุประมาณ 17-19 เท่านั้น)เมื่ออายุได้ 20 ปีก็ได้อุปสมบทตามประเพณี โดยมีหลวงพ่ออินทร์ วัดยางเป็นพระอุปฌาย์ พระอธิการหวล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับ ฉายาว่า จันทสุวัณโณ และได้ศึกษาด้านวิชาอาคม เพิ่มเติมโดยฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อศุข วัดโตนดหลวง และได้ออกธุดงค์ศึกษากรรมฐานหายเข้าป่าหลายปีจนได้กลับมาวัดนาพรหม ในปี พ.ศ. 2487 ก็ได้ทราบข่าวการป่วยของบิดา จึงคอยดูแลจนกระทั่งบิดาเสียจึงลาสิกขาออกมาดูแลมารดาซึ่งแก่ชรามาก และได้แต่งงานมีครอบครัว ส่วนลูกศิษย์เก่า ๆ ที่ได้จากการสักจากหลวงพ่อ พอรู้ข่าวก็ได้มาสักกันเพิ่มขึ้นจนมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่มีบางคนที่ได้รับการสักยันต์จากหลวงพ่อแล้วกลับประพฤติตนเป็นอันธพาล จนทางตำรวจท้องที่ต้องขอร้องอาจารย์ยิด(ขณะนั้น) ให้เพลา ๆ การสักยันต์ลง ต่อมาจึงมีการเลือกเฟ้นจนแน่ใจแล้ว จึงจะทำการสักให้ จนกระทั่งปี 2518 จึงได้อุปสมบทอีกครั้งที่วัดเกาะหลัก โดยมีหลวงพ่อเปี่ยมเป็นพระอุปฌาย์ ได้รับฉายา จันทสุวัณโณ เช่นเดิม ซึ่งขณะนั้นท่านอายุ 51 ปี เมื่ออุปสมบทแล้วก็เดินทางไปจำพรรษาเป็นพระลูกวัดที่ วัดทุ่งน้อย อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ ได้พบกับอุบาสิกาใจบุญ 2 ท่าน ยกพื้นที่ดินว่างเปล่าพื้นที่ 21 ไร่ 2 งาน ให้โดยปรารถนาให้ท่านสร้างวัดขึ้น ที่ดินผืนนี้เต็มไปด้วย ป่าไผ่ และดงต้นหนาม ซึ่งหลวงพ่อได้ปลูกกระต๊อบหลังเล็ก ๆ ไว้ และก็เริ่มถางป่าไผ่ พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนพื้นที่รกทึบเริ่มโล่งมากขึ้น จนกระทั่งบรรดาลูกศิษย์ที่ได้รับการสักยันต์ และพวกที่เคยได้รับการรักษายาสมุนไพร ได้รู้ข่าวการสร้างวัดใหม่ของหลวงพ่อก็ได้มาร่วมกันสร้างวัดด้านผู้ชายก็ช่วยถากถาง ผู้หญิงก็ช่วยหุงหาอาหาร แจกจ่ายและได้รวมกันสร้างกุฏิขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ ในขั้นแรก และต่อมาได้พัฒนาเป็นวัดต่อมาจึงมีการเลือกเฟ้นจนแน่ใจแล้ว จึงจะทำการสักให้ จนกระทั่งปี 2518 จึงได้อุปสมบทอีกครั้งที่วัดเกาะหลัก โดยมีหลวงพ่อเปี่ยมเป็นพระอุปฌาย์ ได้รับฉายา จันทสุวัณโณ เช่นเดิม ซึ่งขณะนั้นท่านอายุ 51 ปี เมื่ออุปสมบทแล้วก็เดินทางไปจำพรรษาเป็นพระลูกวัดที่ วัดทุ่งน้อย อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ ได้พบกับอุบาสิกาใจบุญ 2 ท่าน ยกพื้นที่ดินว่างเปล่าพื้นที่ 21 ไร่ 2 งาน ให้โดยปรารถนาให้ท่านสร้างวัดขึ้น ที่ดินผืนนี้เต็มไปด้วย ป่าไผ่ และดงต้นหนาม ซึ่งหลวงพ่อได้ปลูกกระต๊อบหลังเล็ก ๆ ไว้ และก็เริ่มถางป่าไผ่ พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนพื้นที่รกทึบเริ่มโล่งมากขึ้น จนกระทั่งบรรดาลูกศิษย์ที่ได้รับการสักยันต์ และพวกที่เคยได้รับการรักษายาสมุนไพร ได้รู้ข่าวการสร้างวัดใหม่ของหลวงพ่อก็ได้มาร่วมกันสร้างวัดด้านผู้ชายก็ช่วยถากถาง ผู้หญิงก็ช่วยหุงหาอาหาร แจกจ่ายและได้รวมกันสร้างกุฏิขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ ในขั้นแรก และต่อมาได้พัฒนาเป็นวัดหนองจอกในปัจจุบัน หลวงพ่อยิดได้มรณะภาพเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 สิริอายุ 71 ปี 30 พรรษา หลวงพ่อยิดได้เริ่มสร้างวัตถุมงคลแบบทดลองสร้างดูพุทธคุณตั้งแต่สมัยเป็นอาจารย์ยิด โดยสร้างเป็นตะกรุดเพียงไม่กี่ดอก ได้มาเริ่มสร้างวัตถุมงคลแบบจริง ๆ จัง ๆ ก็ตอนสร้างวัดหนองจอกนี่เอง โดยสร้างเป็นเหรียญรูปหล่อ และปลัดขิก และสร้างเรื่อยมา เพราะลูกศิษย์ลูกหาต่างแสวงหา เพราะต่างก็เชื่อมั่นในพุทธคุณของวัตถุมงคลที่หลวงพ่อจัดสร้างขึ้น ปัจจุบัน วัตถุมงคลของหลวงพ่อยิดได้รับความนิยมมาก แต่ราคายังถูกอยู่คือ จะอยู่ประมาณ หลักร้อยถึงหลักพันต้น ถ้าสนใจอยากบูชาไว้คุ้มครองตัว ให้จดจำลักษณะให้ดีแล้วจะได้ของดีไว้บูชาครับ เมื่อพูดถึง “ปลัดขิก” นับเป็นเครื่องรางของขลังที่พระเกจิอาจารย์ดังในอดีตหลายองค์นิยมสร้างกันอาทิ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก ฉะเชิงเทรา,หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ชลบุรี,หลวงพ่อโสก วัดปากคลองบางครก เพชรบุรี, ฯลฯ ปลัดขิกของแต่ละท่าน ล้วนโด่งดัง-เข้มขลังด้วยประสบการณ์ เล่าขานสืบมาจนทุกวันนี้ หนึ่งในเกจิอาจารย์ที่สร้างตำนาน “ปลัดขิก” จนดังสะท้านประเทศก็คือ “หลวงพ่อยิด จนฺทสุวณฺโณ” อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองจอก อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ วิทยาคมของท่านนั้นแก่กล้าขนาดที่ว่า สามารถเสกปลัดขิกบินรอบวัด ก่อนจะแจกจ่ายให้ญาติโยม นี่คือเรื่องจริงที่หลายๆ คนได้ประจักษ์กับสายตามาแล้ว หลวงพ่อเกิดในสกุล “สีดอกบวบ” เมื่อวันอังคารที่ 10 มิ.ย. 2467 ณ บ้านหัวหรวด ต.นาพันสาม อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ของนายแก้ว และ นางพร้อย สมัยเด็กไปอยู่กับหลวงพ่อหวล (มีศักดิ์เป็นน้า) ที่วัดประดิษฐนาราม (วัดนาพรม) จนกระทั่งบวชเป็นเณรเมื่ออายุ 9 ขวบ และได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ ภาษาขอม เลขยันต์ พร้อมกับเรียนวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง อายุ 14 ปีลาสิกขาออกมาช่วยครอบครัว ซึ่งย้ายไปประกอบอาชีพ ที่อ.กุยบุรี จนอายุ 20 ปีก็กลับมาอุปสมบทที่วัดนาพรม มีหลวงพ่ออินทร์ (เจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรีขณะนั้น) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อหวล เป็นพระกรรมวาจารย์ พระอาจารย์พ่วง วัดสำมะโรง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า “จนฺทสุวณฺโณ” มีความหมายว่า “ผู้มีวรรณะดุจพระจันทร์” ต่อมาบิดาเสียชีวิต ท่านจึงลาสิกขาออกมาดูแลมารดา และได้มีครอบครัว อยู่กินกับนางธิติจนมีบุตรหนึ่งคน ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้งในปี พ.ศ.2517 ณ วัดเกาะหลัก จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังจากนั้นได้มาจำพรรษาที่วัดทุ่งน้อย ต.เขาแดง อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาผู้มีจิตศรัทธาซึ่งเลื่อมใสในตัวท่านได้มอบที่ดิน 21 ไร่ 2 งาน ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ต.ดอนยายหนู อ.กุยบุรี ให้สร้างเป็นสำนักสงฆ์ชื่อ “สำนักสงฆ์พุทธไตรรัตน์” เมื่อปี พ.ศ.2518 ก่อนจะขออนุญาตสร้างเป็นวัดเมื่อปี พ.ศ.2527 ตั้งชื่อว่า “วัดหนองจอก” ปี พ.ศ.2535 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงประทานพัดยศแก่ท่าน เป็น “พระครูนิยุตธรรมสุนทร” หลวงพ่อยิดนั้นได้ชื่อนักพัฒนาที่มีฝีมือรูปหนึ่ง เห็นได้จากการสร้างสรรค์พัฒนาให้วัดหนองจอก จนเป็นวัดที่สมบูรณ์มีถาวรวัตถุทางศาสนาครบ ยากที่จะหาวัดใดๆ สร้างได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ ท่านยังพัฒนาจิตใจและการศึกษาของเด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่ โดยสนับสนุนด้านทุนการศึกษา,ทุนอาหารกลางวันแก่โรงเรียนหลายแห่งใน จ.ประจวบฯ รวมทั้งร่วมสร้างสาธารณประโยชน์แก่สถานที่ราชการและหน่วยราชการมากมาย สมัยยังชีวิต ท่านมีกิจนิมนต์ในการปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังทั่วประเทศจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ในวันเสาร์ 5 ท่านปลุกเสกวัดแรกที่ จ.นครสวรรค์ วัดสุดท้ายที่วัดหนองจอก แต่ละวัดจะปลุกเสกวัดละ 30 นาที รวมทั้งหมดวันเดียวปลุกเสก 9 วัด การรับแขกของหลวงพ่อยิดแต่ละวันนั้น บางวันแทบไม่ได้ลุกไปห้องน้ำเลย นอกจากฉันอาหารเพลเท่านั้น แม้แต่ยามอาพาธ ก็ยังแสดงความอดทน ออกมาต้อนรับญาติโยมเหมือนไม่เป็นอะไรเลย ยิ่งเรื่องการเขียน การจารวัตถุมงคลด้วยแล้ว บางวันถึงขนาดไม่ได้ฉันข้าวก็มี เมื่อเขียน,จารเสร็จแล้ว ท่านจะเอานิ้วที่ซีดแนบเนื้อติดกระดูกให้ผู้อยู่ใกล้ชิดดู จนต้องช่วยกันบีบนวดให้เพราะสงสารท่าน พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ส่วนมากจะมีปัญหาเกี่ยวกับผู้ใกล้ชิด ลูกศิษย์ กลุ่มพุทธพาณิชย์ หาผลประโยชน์จากการสร้างวัตถุมงคลเพื่อหวังผลกำไรจำนวนมหาศาล เช่นเดียวกับหลวงพ่อยิดซึ่งมีหลายกลุ่ม แต่ท่านจะไม่ว่าอะไรใครทั้งสิ้น เมื่อมีผู้ถาม ท่านก็จะตอบว่า “ใครที่ประพฤติตนหาผลประโยชน์จากพระ บุคคลนั้นต่อไปจะยากจน เพราะตัวเองจะป่วย แล้วก็ใช้เงินจากการจำหน่ายพระมารักษาตัวจนหมดสิ้น และชีวิตก็จะอยู่ไม่มีความสุขภายในครอบครัว” และวาจาท่านก็ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งเสียด้วย เพราะมีหลายคนที่เป็นไปตามคำพูดนั้น เรื่องแปลกของหลวงพ่อยิดเรื่องหนึ่งก็คือ ท่านสรงน้ำปีละครั้ง ในเดือน 4 ในวันอาทิตย์แรกของข้างแรม สาเหตุก็เนื่องมาจาก ท่านได้รับปากกับอาจารย์ที่สอนวิชาอาคมให้สมัยที่ยังเป็นฆราวาส เมื่อเรียนจบแล้ว ท่านก็อาบน้ำ จนกระทั่งบวชเป็นพระก็สรงน้ำปีละครั้งตลอดมาจนมรณภาพ ลูกศิษย์และผู้เคารพศรัทธาจะเอาแปรงทองเหลืองขัดตัวท่าน ท่านจะยิ้มเพราะไม่เจ็บ และไม่ระคายผิวหนังแม้แต่น้อย กระทั่งปี พ.ศ.2535 เป็นต้นมา จึงงดใช้แปรงขัดเนื่องจากหมอขอร้อง เพราะแม้ผิวหนังท่านจะคงกระพันจริง แต่เนื้อและเส้นโลหิตไม่ได้คงกระพันด้วย อาจจะเป็นอันตรายได้ ท่านมักจะสอนศิษย์เสมอว่า การที่จะปลุกเสกวัตถุมงคลให้ขลังนั้นจะต้องมีสมาธิ และสัจจะ โดยเฉพาะสัจจะสำคัญมาก เพราะฉะนั้น วัตถุทุกชนิดเมื่อผ่านการปลุกเสกจากท่าน จึงเชื่อถือกันว่ามีความขลังและศักดิ์สิทธิ์มาก ที่โด่งดังและรู้จักกันดีทั่วประเทศก็คือ “ปลัดขิก” ซึ่งท่านปลุกเสกจนกระดุกกระดิกเคลื่อนไหวได้ เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็น แม้แต่ผู้ที่มีความรู้เป็นถึงนักเรียนนอกอย่าง ม.ล.ปาณสาร หัสดินทร อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ยังนับถือ เพราะได้ประสบมากับตาตนเอง คุณวิเศษในปลัดขิกที่ผ่านการปลุกเสกจากท่าน ใช้ดีในทางเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ค้าขาย เรื่องแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ตะขาบ แตน ต่อ แมงป่อง เอาไปวนบริเวณที่กัดจะหายเป็นปลิดทิ้งทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเชื่อความศรัทธาเป็นที่ตั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ฝังอยู่ในใจศิษย์ตลอดมาก็คือภาพอดีตที่ฉายให้เห็นถึงคุณงามความดีที่ท่านสร้างไว้ให้วัดหนองจอก,พระพุทธศาสนา และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ซึ่งไม่มีวันลบเลือนไปง่ายๆ เด็ดขาด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ชุด ๒ องค์พระนางพญาเนื้อดินเผา หลัง ยันต์ ว.น.จ.และพระปิดตาหลวงพ่อยิดวัดหนองจอก ประจวบคีรีขันธ์
    เป็นอีกรุ่นที่หาไม่ยากของหลวงพ่อยิดครับ สุดยอดพุทธคุณ หลวงพ่อยิดตั้งใจปลุกเสก

    ให้บูชา 160 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260127_213918.jpg IMG_20260127_214011.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...